PHP infoBoard v.5 PERFECT
phuketvegetarian.com
 
กิมซิ้นองค์พระสวยๆคับ บอกมาเดี๋ยวจัดให้

[ สมาชิก : Artro - 10/11/2008 - 09:58 ] User

ท่านใดต้องการรู้ประวัติองค์พระไหน หรือ ต้องการรูปกิมซิ้นองค์พระต่างๆองค์พระไหนก็ได้  เข้ามาทักมาบอกกันที่นี้ ไม่เกิน หนึ่งอาทิตย์  เราสามารถหามาให้ท่านได้ ทั้งความรู้ใหม่ๆของจีน และ ประเพณีกินผักอีกด้วย

เข้ามาทักทายกันนะคับ







[ Artro - 10/11/2008 - 10:19 ] User

ประวัติของท่านกวนอู หรือ กวน เซิ่ง ตี้ จวิน หนึงในคณะ 4 จอมเทพวินัยธรในธรรมกาลยุคขาวนี้

กวนอูเดิมเป็นชาวอำเภอไก่เหลียง ดินแดนฮอตั๋ง ชื่อเดิมคือเผิงเสียน ชื่อรองโซ่วฉาง[4] รูปร่างสูงใหญ่ สง่างามน่าเกรงขามแก่ผู้พบเห็น มีกำเนิดในครอบครัวนักปราชญ์ เชี่ยวชาญด้านคัมภีร์พิชัยสงครามและคัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว[5] เป็นนักโทษต้องคดีอาญาแผ่นดิน หลบหนีการจับกุมเร่รอนไปทั่วเป็นเวลา 6 ปี[6]จนถึงด่านถงกวน นายด่านพบพิรุธจึงสอบถามชื่อแซ่ กวนอูตกใจจึงชี้ไปที่ชื่อด่านคือ "ถงกวน" ทำให้นายด่านเข้าใจว่ากวนอูนั้นแซ่กวน หลังจากนั้นเป็นต้นมากวนอูจึงเปลี่ยนจากชื่อเดิมคือเผิงเสียนเป็นกวนอู[4]

ต่อมาได้พบเล่าปี่และเตียวหุยที่ตุ้นก้วนและร่วมสาบานเป็นพี่น้องกัน กวนอูได้ร่วมรบกับเล่าปี่ปราบโจรโพกผ้าเหลืองจนราบคาบในสมัยพระเจ้า***นเต้ แต่เล่าปี่กลับได้เพียงตำแหน่งนายอำเภออันห้อก้วน ภายหลังต๊กอิ้วซึ่งเป็นเจ้าเมืองออกตรวจราชการที่อำเภออันห้อก้วน เล่าปี่ไม่มีสินบนมอบให้จึงถูกใส่ความด้วยการเขียนฎีกาถวายพระเจ้า***นเต้ในข้อหากบฏ เตียวหุยโกรธจัดถึงกับพลั้งมือเฆี่ยนตีต๊กอิ้วจนเกือบเสียชีวิต ทำให้เล่าปี่ต้องหลบหนีจากการจับกุมของทางการพร้อมกับกวนอูและเตียวหุย

วีรกรรมของกวนอูนั้นมีมากมาย เริ่มจากการร่วมปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองร่วมกับทหารหลวงของพระเจ้า***นเต้ สังหารฮัวหยงแม่ทัพของตั๋งโต๊ะโดยที่สุราคาราวะจากโจโฉยังอุ่น ๆ ปราบงันเหลียงและบุนทิวสองทหารเอกของอ้วนเสี้ยว บุกเดี่ยวพันลี้หนีจากโจโฉเพื่อหวนกลับคืนสู่เล่าปี่ด้วยคำสัตย์สาบานในสวนท้อ ทั้งที่โจโฉพยายามทุกวิถีทางเพื่อมัดใจกวนอูแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ฝ่า 5 ด่าน สังหาร 6 ขุนพลของโจโฉ และในคราวศึกเซ็กเพ็กโจโฉแตกทัพหนีไปตามเส้นทางฮัวหยง กวนอูได้รับมอบหมายจากขงเบ้งให้นำกำลังทหารมาดักรอจับกุม โจโฉว่ากล่าวตักเตือนให้กวนอูระลึกถึงบุญคุณครั้งก่อนจนกวนอูใจอ่อนยอมปล่อยโจโฉหลุดรอดไป โดยยอมรับโทษประหารตามที่ได้ทำทัณฑ์บนไว้กับขงเบ้ง

เมื่อเล่าปี่สถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิครองเสฉวน ได้ให้กวนอูไปกินตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วและแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่ ภายหลังซุนกวนมอบหมายให้โลซกเจรจาขอเกงจิ๋วคืน กวนอูบุกเดี่ยวข้ามฟากไปกังตั๋งเพื่อกินโต๊ะตามคำเชิญโดยที่โลซกและทหารที่แอบซุ่มรอบ ๆ บริเวณไม่สามารถทำอันตรายได้ ภายหลังซุนกวนเป็นพันธมิตรกับโจโฉนำทัพโจมตีเกงจิ๋ว กวนอูพลาดท่าเสียทีแก่ลิบองและลกซุนสองแม่ทัพแห่งกังตั๋งจนเสียเกงจิ๋ว พยายามตีฝ่ากำลังทหารที่ล้อมเมืองเป๊กเสียเพื่อชิงเกงจิ๋วกลับคืนแต่โดนกลอุบายจับตัวไปได้ ซุนกวนพยายามเกลี้ยกล่อมให้กวนอูยอมจำนนและสวามิภักดิ์แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกประหารพร้อมกับกวนเป๋งบุตรบุญธรรมในเดือนสิบสองของปี พ.ศ. 762

ศีรษะของกวนอูถูกซุนกวนส่งไปมอบให้แก่โจโฉที่ฮูโต๋ ซึ่งเป็นกลอุบายที่หมายจะหลอกให้เล่าปี่หลงเชื่อว่าโจโฉเป็นผู้สั่งประหารกวนอู และนำกำลังทหารไปทำศึกสงครามกับโจโฉแทน แต่โจโฉเท่าทันกลอุบายของซุนกวนจึงจัดงานศพให้แก่กวนอูอย่างสมเกียรติ นำไม้หอมมาต่อเป็นหีบใส่ศีรษะกวนอู แต่งเครื่องเซ่นไหว้ตามบรรดาศักดิ์ขุนนางผู้ใหญ่รวมทั้งสั่งการให้ทหารทั้งหมดแต่งกายขาวไว้ทุกข์ให้แก่กวนอู ยกย่องให้เป็นอ๋องแห่งเกงจิ๋วและจารึกอักษรที่หลุมฝังศพว่า "ที่ฝังศพเจ้าเมืองเกงจิ๋ว"[7] ศีรษะของกวนอูถูกฝังไว้ ณ ประตูเมืองลกเอี๋ยงหรือลัวหยางทางด้านทิศใต้

  อ่านให้ดีนะคับ จะได้โม้กับเพื่อนได้คับ







[ Artro - 10/11/2008 - 11:00 ] User

ประวัติพระอาจารย์อรหันต์จี้กง

อรหันต์จี้กง ทรงเมตตาช่วยชาวโลก
ให้พ้นเคราะห์คลายโศก สุขสันติประเสริฐล้ำ
กิริยาวาจา เป็นปริศนาช่วยชี้นำ
ท่านชอบเสแสร้งทำ กระตุ้นจิตบรรลุธรรม


       พระอรหันต์จี้กง มีพระนามเดิมว่า ซิวอ้วง แซ่ลี้ เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงค์ซ้อง ท่านได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง ตำบลไซโอ้ว เมืองหางโจว ประเทศจีน และใช้พระนามทางศาสนาว่า " เต้าจี้ " ท่านโปรดสัตว์โดยวิธีพิสดาร จนชาวบ้านขนานนามว่า " พระสติเฟื่อง " (จี้เตียง) ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ได้บรรลุพระธรรม 3 ประการ ที่สำคัญได้แก่ สรรพสิ่งเกิดจากจิต ท่านยึดมั่นแต่ พุทธจิต ไม่คำนึงถึงเครื่องทรงภายนอก (รักษาศีลทางจิต ไม่ถือศีลทางปาก ปฏิบัติตนตามสบาย) คือ พระภิกษุในประเทศจีนต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับการฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส

       ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมายโดยอาศัยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านพ้นภัย ช่วยกอบกู้ผู้ที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญ แต่ใจบาป กลั่นแกล้งจนคนเหล่านั้นรู้สึกสำนึกตัว และกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้น ประชาชนจึงสรรเสริญว่าเป็น " พระศักดิ์สิทธิ์ " เหมือนพระพุทธที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

       พระอรหันต์จี้กงเคยอยู่วัดเจ็งชื้อ ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้ จำเป็นต้องได้รับการปลูกสร้างใหม่ ซึ่งต้องการได้ไม้จากเขาเงี้ยมเล้ง ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์โดยใช้จีวรกางออกไป จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้ง และถอนไม้จากเขาทั้งหมด แล้วนำไม้ล่องแม่น้ำสู่เมืองหางโจว แล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างบัดนี้อยู่ในบ่อธูป(บ่อที่ขุดขึ้น ใช้สำหรับเทขี้ธูปและก้านธูป)พระและชาวบ้านต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อๆกันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่มากมาย

       พระอรหันต์จี้กงได้นั่งสมาธิ จนเข้าฌานปลงสังขาร ในรัชสมัยพระจักรพรรดิเกียเตีย อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ในเจดีย์เสือผ่าน ก่อนที่ท่านจะปลงสังขาร ท่านได้ปริศนาธรรมไว้ว่า "หกสิบปีมานี่ กำแพงตะวันออกล้มตีกำแพงตะวันตก รวบรวมจนถึงบัดนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม ท้องฟ้าก็ยังจดขอบฟ้าเช่นเดิม" หลังจากท่านปลงสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้พบพระอรหันต์จี้กงนั่งอยู่ใต้เจดีย์ชื่อ"หลักฮั้ว" และยังได้ผากหนังสือให้บทหนึ่งว่า "หวนรำลึกสมัยก่อน มีศรยิงมาทางด้านหน้า ถึงบัดนี้รู้สึกหนาวเหน็บกระดูกไปทุกขุมขน เนื่องจากไม่มีใครรู้จักหน้าตาแล้ว ยังขึ้นไปวิ่งเล่นบนดาดฟ้าหนึ่งรอบ" ที่ท่านลงมาอีกครั้งหนึ่งเป็นพระประสงค์ของมหาโพธิสัตว์

       ตลอดพระชนม์ชีพของท่าน ได้ช่วยเหลือและอบรมชาวบ้านโดยวิธีการเสแสร้งต่างๆกันมาตลอด โดยไม่มีอุปสรรค ตัวท่านเป็นพระภิกษุ มีจิตที่เป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาดๆ รองเท้าขาดๆหนึ่งคู่ โดยไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนโคลนหรือไม่ มือก็ถือพัดเล่มหนึ่ง ไม่กลัวทั้งที่ต่ำและที่สูง ศีรษะโล้น เท้าเปลือยเปล่า ไม่หนาวไม่ร้อน ไม่ต้องบิณฑบาตเพราะไม่หิวไม่กระหาย พบใครก็เอาแต่อมยิ้ม เพื่อจะได้แผ่บุญ ไม่หลบสังคม พบเสียงทุกข์ก็เข้าช่วยเหลือ ท่านมีจิตเมตตาไม่ถือสา การ ปรากฏตนของท่าน เอาแน่เอานอนไม่ได้ กิริยาล้วนเป็นปริศนาธรรม ธรรมะของท่านเป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วแต่ธรรมะท่าน ยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่

       ในสมัยปัจจุบันนี้ท่านลงมาประทับทรงที่สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง โดยเอาวิญญาณคุณหยางเซิงไปเที่ยวเมืองสวรรค์ และคุณเอี้ยเซงไปท่องขุมนร เพื่อเปิดเผยความลี้ลับของสวรรค์และนรก ให้ชาวโลกได้รู้

อ่านให้ดีนะคับ จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้คับ







[ Artro - 10/11/2008 - 11:20 ] User

ประวัติ องค์หลิมฮู้ไท้ซู่

หลิมฮู่ไท่ซู หรือ หลินโหวไท่โส่ว หรือ จิ้นอันอ๋อง เป็นเทพองค์หนึ่งที่รู้จักกันดี เดิมชื่อ ลู่ (ลก) แซ่หลิน (หลิม) บิดาชื่อ หลินอิ่ง มารดาชื่อ ปิ่นซื่อ บิดาไปรับราชการที่เมืองจีหนาน (ซานตง) ได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคน คนพี่ชื่อ หลินมู่ (หลิมมก) ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ.815 คนน้องชื่อ หลินลู่ ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 3 ค่ำ เดือน 4 (บางตำนานถือเอา วันที่ 1 ค่ำ เดือน 1) ตามจันทรคติ เป็นปีไท่สื่อที่ 10 รัชสมัยฮ่องเต้จิ้นอู่ตี้ (ซือหมาเอี๋ยน) แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันตก เมื่อ พ.ศ.817 และสืบลำดับแซ่หลินจากปิเจียนกง ผู้เป็นต้นแซ่หลินเป็นรุ่นที่ 69 ต่อมาบิดาย้ายมารับราชการที่เมืองซูโจว และเมื่อ พ.ศ.820 โปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองหลวงลั่วหยาง เพื่อรับตำแหน่งหวงเหมินซื่อหลาง นายทหารรักษาพระองค์ ส่วนหลินลู่เข้ารับราชการทหารเมื่ออายุได้ 16 ปีในหลงเย่อ๋อง (ซือหม่าลุ่ยอ๋อง ประสูติ พ.ศ.819 โอรสฮ่องเต้จิ้นอู่ตี้) จนกระทั่ง พ.ศ.833 ฮ่องเต้จิ้นฮู้ตี้เสด็จสวรรคต ซือหม่าจงอ๋องเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้จิ้นฮุยตี้

สภาพบ้านเมืองหลังยุคสามก๊กสงบไปได้หน่อยหนึ่งในสมัยจิ้นอู่ตี้ แต่หลังจากนั้น พวกแซ่ซือหม่าอ๋องที่เป็นข้าหลวงอยู่หัวเมืองและภายในเมืองหลวงต่างแย่งกันเป็นใหญ่ นอกจากนี้พวกชนเผ่าทางภาคเหนือที่เรียกว่า พวกอู่หู อพยพเข้าภาคกลางลงไปทางภาคใต้เป็นล้านคน บ้านเมืองวุ่นวายเพราะหัวหน้าชนเผ่าเป็นขบถ ต่างยกตนเป็นอ๋องสร้างอาณาจักรด้วยการตีเมืองที่อ่อนแอกว่า ในเมืองหลวงพวกราชสกุลซือหม่าต่างฆ่าฟันกันเองระหว่างญาติ หลงเย่อ๋องจึงตัดสินใจอพยพไปสมทบกับซือหม่าอุยซึ่งเป็นตงไห่อ๋อง ที่ภูเขาจิ่วหลงซาน แล้วอพยพไปตั้งหลักที่เมืองซูโจว หลงเย่อ๋องโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้หลินลู่ดำรงตำแหน่ง หวงเหมินซื่อหลาง นายทหารรักษาพระองค์

                ข้างพวกซือหม่าอ๋องยกทัพเข้าเมืองลั่วหยาง จนฮ่องเต้จิ้นสุ่ยตี้เสด็จหนีไปประทับที่เมืองฉางอาน ตงไห่อ๋องและหลงเย่อ๋องต้องยกทัพจากเมืองซูโจวไปปราบพวกอ๋องและนายพลที่คุมฮ่องเต้อยู่ แล้วเชิญเสด็จให้ไปประทับที่ลั่วหยางตามเดิม หลินลู่ได้ตามเสด็จหลงเย่อ๋องเข้าร่วมรบด้วย เมื่อจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว หลงเย่อ๋องพร้อมด้วยหลินลู่กลับสู่เมืองซูโจว

                หลินลู่ได้ภรรยาชื่อ จางซ่อ มีบุตรชาย 5 คน เมื่อเติบใหญ่ต่างเข้ารับราชการมีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขานทั่วไปว่า “ห้าอาชารุ่งโรจน์ทางใต้” ของฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง

ส่วนตงไห่อ๋องไม่พอใจที่ฮ่องเต้จิ้นสุ่ยตี้โปรดเกล้าให้ซือหม่าทั้ง 5 องค์เข้ามารับราชการในเมืองหลวง จึงลอบปลงพระชนม์เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.849 ขณะนั้นหลินลู่อายุได้ 32 ปี ซือหม่าอ๋องเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้จิ้นไหวตี้ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถเฉลียวฉลาด โปรดเกล้าฯให้หลงเย่อ๋อง เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองเจี้ยนเย่ (นานกิง) ข้างหลิวเอวียนหัวหน้าชนเผ่าซวงหนูตั้งตนเป้นเจ้าตั้งอาณาจักรฮั่น (จ้าว) ยกมาตีเมืองลั่วหยาง เผาเมืองเสียสิ้นแล้วจับฮ่องเต้จิ้นไหวตี้ไปเมืองจ้าว พระองค์เสด็จสวรรคตที่นั่น ฮ่องเต้จิ้นหมินตี้ เมื่อ พ.ศ.856 ขณะที่หลินลู่อายุได้ 39 ปี โปรดเกล้าฯให้หลงเย่อ๋องเป็น พระมหาอุปราช

                หลงเย่อ๋องโปรดเกล้าฯให้เอวียนก้วนยกทัพไปตีเมืองปาถง ซึ่งมี โต้ทาว เป็นเจ้าเมือง หลินลู่ในฐานะนายทหารเข้าร่วมรบด้วย  จนได้รับชัยชนะ  หลงเย่อ๋องโปรดเกล้าฯให้บำเหน็จนายทหารเลื่อนยศตามความชอบ  หลินลู่ได้เลื่อนยศเป็น นายพลจาวเอวี๋ยน

                ข้างหลิวเอวียนยกทัพเข้าตีเมืองฉางอานแตก จับฮ่องเต้จิ้นหมิ่นตี้ไปเมืองจ้าว ในช่วงนั้นโปรดเกล้าฯให้มีรับสั่งถึงหลงเย๋อ๋องขอให้ยกตนเป็นฮ่องเต้เสียในฐานะพระมหาอุปราช  แต่หลงเย่อ๋องขอเป็นเพียง จิ้นอ๋อง หลังจากเสด็จสวรรคตที่เมืองจ้าวแล้วหลงเย่อ๋องจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น ฮ่องเต้เอวียนตี้ เป็นปฐมราชวงศ์จิ้นตะวันออก เมื่อ พ.ศ.860 แล้วโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชวังขึ้นใหม่ที่เมืองเจี้ยนเย่ จึงย้ายเมืองหลวงจากเมืองซูโจวมายังเมืองเจี้ยนเย่ เปลี่ยนนามเมืองเป็น เจี้ยนคัง ขณะนั้นหลินลู่อายุได้ 43 ปี โปรดให้หลินลู่เข้ารับตำแหน่ง ส่านจี้ฉางซื่อ เป็นคณะกรรมการบริหารระดับสูง และยังโปรดเกล้าฯให้หลินลู่เป็นข้าหลวงเมืองเหอผู่ หรือ เหอผู่ไท่โส่ว อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

อ่านให้ดีนะคับ  จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้คับ







[ Artro - 14/11/2008 - 06:02 ] User
ภาพวาดพระอรหันต์นะคับ








 
  Member ผู้โพส : Artro
สถานะ : สมาชิก

Reply : [ Artro ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
10/11/2008 - 09:58

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 10/11/2008 - 10:31 ] User

ประวัติของตั่วเหล่าเอี๊ย ท่านเหิ่ยงเทียนเสี่ยงตี่

ยุคเขียว บรรพกาลล่วงมาแล้ว เมืองลกฮง กึงตัง ประเทศจีน ยังมีมานพหนุ่มรูปร่างกำยำใหญ่ผู้หนึ่ง ประกอบอาชีพเป็นคนฆ่าหมูและวัวเพื่อส่งไปยังตลาดจำหน่าย คืนหนึ่งเกิดนิมิตฝันเห็นนักพรตแต่งตัวแบบนักบวชเต๋ามาหา และบอกให้เขาวางมือจากการฆ่าสัตว์ได้แล้ว ว่ามานพมิได้เกิดมาเพื่อการนี้ แต่ท่านเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ควรหันมาบำเพ็ญธรรมแล้วจะสำเร็จ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา มานพหนุ่มประหลาดใจในนิมิตฝันนั้น จึงปรึกษาหารือกับมารดา เพราะเขาเป็นบุตรกำพร้า บิดาเสียแต่เขายังเยาว์วัย มีเพียงมารดาที่เลี้ยงดูอบรมเขามา มารดาปรกติเป็นคนใจบุญ จิตใจมีเมตตา จึงเห็นด้วยกับความฝันของผู้เป็นบุตร ทั้งสองจึงตกลงยุติการฆ่าสัตว์ขายอันเป็นอาชีพของมานพหนุ่ม


เมื่อตั้งใจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปได้ 3-4 วัน นักพรตที่นิมิตฝันก็มาปรากฏกายที่หน้าบ้าน ถามมานพหนุ่มว่า เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะบำเพ็ญพรตให้สำเร็จหรือยัง มานพหนุ่มตอบตกลงทันที และจัดการทรัพย์สินรวบรวมเป็นเงินก้อนหนึ่งไว้เลี้ยงดูมารดาผู้ชรา แล้วเก็บข้าวของออกเดินทางตามนักพรตขึ้นเขาไปบำเพ็ญพรต


ด้วยความมานะ ตั้งใจหมั่นปฏิบัติบำเพ็ญ แต่การปฏิบัติก็ไม่มีความก้าว หน้าประสพผลแต่อย่างไร ศิษย์ที่มาใหม่ต่างสำเร็จไปก่อนเขา ทำให้มานพหนุ่มรู้สึกเสียใจ ท้อใจ วันหนึ่งจึงถามท่านนักพรตผู้อาจารย์ว่า เขาจะมีวันสำเร็จธรรมไหม ท่านอาจารย์ตอบแก่เขาว่า ตราบใดที่ภายในของเขา ยังสีดำอยู่ ก็อย่าถามถึงความสำเร็จเลย พอกลับไปถึงห้องพัก มานพหนุ่ม ครุ่นคิดอย่างหนัก อีกทั้งเสียใจ ข้องใจในคำพูดของอาจารย์ว่า ภายในของเขา สีดำ นั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะเขามีความตั้งใจมั่นมาบำเพ็ญธรรม ก็เพื่อ ความสำเร็จ ถ้าภายในคืออุปสรรค เขาก็ยินดีพลีชีพเพื่อบูชาธรรมที่หวังจะ สำเร็จนั้น ๆ


คิดได้ดังนั้น เขาก็คว้ามีดขึ้นมาคว้านท้อง ลากไส้และกระเพาะออกมา พอเครื่องในเหล่านั้นหลุดพ้นจากร่าง เขาก็รู้สึกตัวเบา และบรรลุธรรมทันที เนื่องเพราะอาชีพที่ฆ่าสัตว์มามาก และมานพหนุ่มเอาชีวิตตนแลกธรรม เพื่อทดแทนบาปเคราะห์กรรม ที่มาเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญได้สำเร็จ อาจารย์นักพรตทราบความ เร่งรุดมาที่ห้องพักมานพหนุ่ม เข้าช่วยเหลือรักษา พยาบาลจนมานพหนุ่มเป็นปรกติ โดยท้องมานพหนุ่มปราศจากลำไส้ และ กระเพาะ แต่มิเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต เพราะฌานสมาบัติแห่งธรรม หล่อเลี้ยงรักษาให้เป็นอยู่


เมื่อสำเร็จธรรม นักพรตเห็นสมควรที่ท่านจะลงจากเขาไปโปรดผู้คน ก่อนจากกันท่านอาจารย์ได้ มอบธงให้มานพหนุ่มผืนหนึ่ง เป็นสีขาว มานพจัดเตรียมสัมภาระลงเขาโดยเอากระเพาะและลำไส้ ของเขา ที่ตากแห้ง เก็บไว้นำติดตัวลงมาด้วย ครั้นเดินทางถึงตีนเขา ได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ของหญิงสาวจึงเข้าไปดู พบหญิงท้องแก่กำลังจะคลอดบุตร มานพหนุ่มบอกแก่หญิงคนนั้นว่า ท่านเป็นผู้ชาย และเป็นนักบวช มิใช่หน้าที่ ที่จะช่วยการคลอดได้ ได้แต่มอบธงผืนที่อาจารย์มอบให้แก่หญิงคนนั้น เพื่อรองรับเด็กทารก หญิงคนนั้นคลอดบุตรออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อตัดสายสะดือเช็ดคราบเลือดแล้ว ยกทารกน้อยอุ้มขึ้นในอ้อมกอด หญิงคนนั้นได้ขอบใจท่านมานพหนุ่ม และส่งคืนธงที่เปื้อนเลือดคืนแก่ท่าน

มานพหนุ่มจึงนำธงไปล้างที่ชายคลอง พอธงจุ่มลงน้ำ น้ำในคลองพลันเปลี่ยนเป็นสีดำทันที รวมทั้งธงของเขาก็กลายเป็นสีดำด้วย โดยไม่ได้ระวัง ระหว่างที่ล้าง กระเพาะและลำไส้ที่เก็บไว้ชายพก ตกลงไปในน้ำ เขาก็คิดว่าดีเหมือนกัน ไม่ต้องเป็นภาระเก็บรักษาอีกต่อไป มานพหนุ่มลงเขาโปรดผู้คนอยู่ จวบจนสิ้นวาระขัยจากมนุษย์โลก ไปเสวยทิพย์สมบัติ องค์เง็กเซียนฮ่องเต้จ้าวแห่งสวรรค์ โปรดประทานยศให้เป็น ผู้ตรวจการภพสาม ตำแหน่ง “เxxx่ยงเทียนเสี่ยงตี่” ผู้พิชิตมาร โดยมีธงเทพโองการดำเป็นอาญาสิทธิ์ ธงสีดำเป็นสัญลักษณ์ของท่าน เป็นธงบัญชาการของเจ้า หรือเทพพรหม มีลัญจกรอยู่ในธง อาญาสิทธิ์เฉียบขาด มีแม่ทัพทั้ง 5 เป็นบริวาร


กล่าวถึงกระเพาะและลำไส้ที่ตกลงไปในน้ำ เกิดสัตว์ประหลาดสองตัว สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน และได้ทำลายพืชพรรณ กินสัตว์เลี้ยงของ ชาวบ้าน ชาวบ้านบวงสรวงเซ่นไหว้ เหล่าเทพเจ้าขอความคุ้มครองปกปักรักษา เทพผู้พิทักษ์จึงรายงานขึ้นทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้จึงมีพระบัญชาให้ ผู้พิชิตมาร เxxx่ยงเทียนเสี่ยงตี่ ลงมาปราบสัตว์ประหลาดทั้งสอง พอพบสัตว์ประหลาดทั้งสอง จึงทราบว่าเป็นกระเพาะและลำไส้ของตนที่ปีศาจร้ายเข้าไปสิงสถิตอยู่นั่นเอง กระเพาะกลายเป็นเต่า และลำไส้กลายเป็นงู ท่านจึงกระโดดลงยืน เท้าข้างหนึ่งเหยียบเต่า และเท้าอีกข้างเหยียบงูไว้ สยบสัตว์ปีศาจร้ายทั้งสองจนหมดฤทธิ์ ชาวบ้านเลื่อมใส ศรัทธา จึงจัดสร้างศาลเจ้าและรูปปั้นท่านขึ้นบูชา สัญญลักษณ์ของท่านจึงกลาย เป็นเท้าเหยียบเต่าเหยียบงู และ ธงของท่านเป็นสีดำ ต่ำแหน่งตั่วเหล่าเอี๊ย “ปักเก็กจิงบู้เxxx่ยงเทียนเสี่ยงตี่” โดยมีเสือเป็นบริวารพาหนะ ที่ผู้คนกราบไหว้นับถือมาจนถึงทุกวันนี้ หน้าที่ผู้พิชิตมาร ดูแล ปกป้อง สืบสาน ศาสนจักร อาณาจักร ให้ดำรงมั่น
 อ่านให้ดีนะคับ จะได้โม้กับเพื่อนได้คับ







 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 1)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 1 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 1
10/11/2008 - 10:31

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 10/11/2008 - 11:41 ] User

  มาทักทายบ้างนะคับ




 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 2)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 2 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 2
10/11/2008 - 11:41

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : dekza01 - 10/11/2008 - 13:31 ] User

อยากได้ประวัติกิมท้ง เง็กนึ้ง เซี่ยนไฉ่ถงจื้อ พระแม่กวนอิม หลิมโกวเนี่ยว

ทีตี่แป้บ้อ เทพเจ้าแห่งฟ้าดิน และองค์บักฮู่หง่วนโส่ย




[ Artro - 10/11/2008 - 04:19 ] User
ประวัติพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม

พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา มาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด
ต่อมาองค์หญิงสามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้

พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก

ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก

ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน



อ่านให้ดีนะคับ จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้


[ Artro - 10/11/2008 - 04:23 ] User
ประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกำเนิดในครอบครัวของตระกูลลิ้ม มีนามว่า “กอเหนี่ยว” มีภูมิลำเนาเป็นชาวมณฑลฮกเกี้ยน เนื่องจากพี่ชายของเจ้าแม่ชื่อ ลิ้มเต้าเคียน (หรือลิ้มโต๊ะเคี่ยม) มีประวัติการต่อสู้อันโลดโผน ได้สร้างชื่อเสียงไว้ หนังสือ “ภูมิประวัติเมืองแต้จิ๋ว” เล่มที่ 38 เรื่อง “ชีวประวัติลิ้มเต้าเคี่ยม” กล่าวว่าท่านมีพื้นเพเดิมเป็นชาวอำเภอฮุยไล้ แขวงเมืองแต้จิ๋ว จากการตรวจสอบหลักฐานที่เมืองแต้จิ๋วของนักโบราณคดี ปรากฏว่าที่หมู่บ้านเที้ยเพ็งตอนใต้ ยังมีฮวงซุ้ยบรรพบุรุษตระกูล
ลิ้มเต้าเคียนเป็นประจักษ์หลายหลักฐานอยู่ที่นั่น
ในรัฐสมัยพระเจ้าโอจงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เหม็ง (ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2065-2109)
ยังมีครอบคัวตระกูลลิ้มอยู่ครอบครัวหนึ่งมีบุตร 2 คน บุตรชายชื่อ ลิ้มเต้าเคียน มีลักษณะท่าทางอันทระนง องอาจ ใจคอกว้างขวาง และมีสมัครพรรคพวกมาก ส่วนบุตรสาว มีนามว่า ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นผู้มีอัธยาศัยอันดีงาม มีความกตัญญูต่อบิดามารดา และมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เมื่อเยาว์วัยทั้ง
2 คนพี่น้องได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะต่าง ๆจนแตกฉาน ลิ้มเต้าเคียนผู้พี่เป็นหนุ่มจึงได้สนองคุณบิดามารดาและเข้าสมัครเป็นราชการอำเภอ เมื่อสิ้นบุญบิดาแล้ว ลิ้มเต้าเคียนไปทำราชการอยู่ที่เมือง
จี่วจิว แขวงมณฑลฮกเกี่ยน น้องสาวลิ้มกอเหนี่ยวคอยเฝ้าปรนนิบัติมารดา ลิ้มเต้าเคียนมีอุปนิสัยรักความเป็นธรรม ชาวบ้านจั่วจิวต่างก็ให้ความนับถือรักใคร่ แต่เป็นที่อิจฉาและยำเกรงของเหล่า
ขุนนางกังฉินยิ่งนัก
ในรัชสมัยของพระเจ้าซื่อจงฮ่องเต้ ปรากฏว่ามีโจรสลัดชุกชุมที่ร้ายกาจนักก็คือโจรสลัดญี่ปุ่น ได้เที่ยวปล้นบ้านตีเมืองตามชายฝั่งทะเลของจีนอยู่เนืองนิจ สร้างความเดือดร้อนเป็นอันมาก โจรสลัดญี่ปุ่นได้ระดมกำลังเข้าโจมตีมณฑลจิเกียงอย่างแรง เมืองหลวงจึงได้แต่งตั้งขุนพลนามว่า เซ็กกีกวง เป็นแม่ทัพคุมทัพเรือไปทำการปราบปรามโจรสลัดญี่ปุ่น ลิ้มเต้าเคียนจึงถูกคู่อริผู้พยาบาทถือโอกาสใส่ความว่า ลิ้มเต้าเคียนได้สมคบกับโจรสลัดญี่ปุ่น มีการซ่องสุมกำลังผู้คน และอาวุธคิดจะทำการกบฏ ลิ้มเต้าเคียนคิดว่า การที่ตนมาถูกเขาปรักปรำกล่าวโทษฉกรรจ์เช่นนี้ ย่อมไม่มี
โอกาสหาทางแก้ตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ลิ้มเต้าเคียนจึงได้ชักชวนเหล่าพรรคพวกของตนที่กระจัดกระจายแล้วพากันอพยพหลบภัย ด้วยการนำเรือ 30 ลำตีออกจากที่ล้อมของทหารหลวงโดยแล่นออกทะเลอย่างปลอดภัย ขบวนเรือได้บ่ายหน้าไปถึงเกาะไต้หวันเป็นแห่งแรก บางตำนานเล่าว่า ลิ้มเต้าเคียนเคยอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ต่อมาจึงได้มาตั้งรากฐานอยู่ที่เมืองปัตตานี ในจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง เล่มที่ 323 บันทึกว่า ลิ้มเต้าเคียนได้หลบหนีการจับกุมไปอาศัยอยู่ที่เมืองปัตตานี มีท่าเรือเรียกว่า ท่าเรือเต้าเคียน ภายหลังลิ้มเต้าเคียนได้เข้ารีตนับถือศาสนาอิสลาม และได้ภรรยาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของเจ้าเมืองปัตตานี เป็นที่โปรดปรานของเจ้าเมืองมาก ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น
หัวหน้าด่านศุลกากร เก็บส่วยสาอากร
ลิ้มเต้าเคียนจากถิ่นฐานบ้านเดิมมาอาศัยอยู่ที่เมืองปัตตานีเป็นเวลาช้านาน ไม่ได้ส่งข่าวคราวไปให้มารดาและน้องสาวทราบ ทำให้มารดาซึ่งอู่ในวัยชรามากแล้วมีความห่วงใย ไม่รู้วาบุตรชายเป็นตายร้ายดีอย่างไร แล้วมารดาก็มักล้มป่วยอยู่เนืองๆ ลิ้มกอเหนี่ยวได้เฝ้าปรนนิบัติมารดาจนอาการป่วยหายเป็นปกติ ด้วยความกตัญญูกตเวที จึงได้ขออนุญาตจากมารดาขออาสาตามหาพี่ชายให้กลับบ้าน แต่มารดาไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าการเดินทางจะได้รับความลำบากและเสี่ยงต่ออันตราย แต่ในที่สุด ทนต่อคำอ้อนวอนด้วยเหตุผลของลิ้มกอเหนี่ยวมิได้จึงยินยอม ลิ้มกอเหนี่ยวก็จัดสัมภาระเครื่องเดินทางเสร็จแล้วชักชวนญาติมิตรสนิทหลายคนไปด้วย ก่อนจากลิ้มกอเหนี่ยวได้ร่ำลามารดาด้วยสัจวาจาว่า “หากแม้นพี่ชายไม่ยอมกลับไปหามารดาแล้วไซร้ ตนก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” พร้อมกับได้อวยพรให้มารดาจงมีความสุข และสั่งญาติพี่น้องให้ช่วยกันปรนนิบัติมารดา
ลิ้มกอเหนี่ยวกับญาตินำเรือออกเดินทางเป็นเวลาหลายเดือน จนกระทั่งถึงเขตเมืองปัตตานี ได้ทอดสมอจดเรื่อไว้ที่ริมฝั่ง ลิ้มกอเหนี่ยวกับพวกได้เดินทางเข้าไปในเมืองสอบถามชาวบ้านได้ความว่า ลิ้มเต้าเคียนยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่อยู่ที่นี่ ทุกคนต่างก็มีความปีติยินดีครั้นพบกับพี่ชายแล้ว ลิ้มกอเหนี่ยวก็เล่าความประสงค์ที่ได้ติดตามมาในครั้งนี้ว่า พี่ได้ทอดทิ้งมารดาและน้องสาว จากบ้านมาอยู่แดนไกลเสียเช่นนี้หาควรไม่ แม้นพี่กลับไปอยู่บ้านเดิมก็พอทำกินเป็นสุขได้อีก ทั้งทุกคนจะได้พร้อมหน้าอยู่ใกล้ชิดมารดา แต่ลิ้มเต้าเคียนคิดตรึกตรองแล้วว่า ถ้าหากกลับไปในขณะนี้ก็ยุ่งยากลำบากใจให้กับตนเอง เพราะทางราชการเมืองจีนยังไม่ประกาศอภัยโทษแก่ตน และฐานะความเป็นอยู่ของตนทางนี้ก็มีความสมบูรณ์พูนสุข จึงว่าแก่น้องสาวว่า พี่นั้นใช่จะเป็นผู้คิดเนรคุณทอดทิ้งมารดาและน้องสาว เพราะเหตุที่ได้ถูกทางราชการเมืองจึนกล่าวโทษว่าเป็นโจรสลัดอัปยศยิ่งนักจำต้องพลัดพรากหนีมาพึ่งพาอาศัยอยู่ที่นี่จนไม่มีโอกาสกลับไปทดแทนบุญคุณมารดาได้ อีกทั้งพี่อยู่ทางนี้ก็มีภารกิจมากมาย เพราะพี่ได้อาสาท่านเจ้าเมืองก่อสร้างมัสยิด จึงมิอาจรับคำ คิดจะกลับไปพร้อมน้องขณะนี้ได้ โปรดอภัยให้กับพี่เถิด ลิ้มเต้าเคียนก้จัดสิ่งของที่มีค่าเป็นอันมากเพื่อให้นำกลับปฝากมารดาและญาติพี่น้อง ลิ้มกอเหนี่ยวจึงขอพักอยู่ที่ปัตตานีชั่วคราว และคิดจะหาโอกาสอ้อนวอนพี่ชายกลับไปเมืองจีนต่อไป ขณะนั้นเจ้าเมืองปัตตานีได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วย
โรคชราและไม่มีบุตรที่จะยกขึ้นให้ครองเมืองต่อ พวกศรีตวันกรมการจึงปรึกษาหารือกันว่าจะเลือกบุตรพระญาติวงศ์องค์ใดที่จะยกให้เป็นเจ้าเมือง แต่ยังไม่ทันจะดำเนินการ ก็เกิดเหตุการณ์กบฏแย่งอำนาจขึ้น ถึงกับรบพุ่งนองเลือดระหว่างพระญาติวงศ์ของเจ้าเมือง พวกกบฎนั้นได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ผิดกับฝ่ายเจ้าเมืองที่ไม่ระวังมาก่อนจึงมิอาจต่อต้านป้องกันได้ทันท่วงที ลิ้มเต้าเคียนกับเหล่าทหารผู้จงรักภักดีได้ต่อสู้กับพวกกบฎ ลิ้มกอเหนี่ยวประสบเหตุการณ์เข้าเช่นนี้ ด้วยความเป็นห่วงพี่ชายจะได้รับอันตราย จึงได้เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยพี่ชายรบกับพวกกบฎอย่างห้าวหาญ ฝ่ายกบฎที่ซุ่มอยู่อีกทางหนี่งเห็นพวกลิ้มกอเหนี่ยวรุกไล่มาก็กรูกันออกมาล้อมตีสกัดไว้ ลิ้มกอเหนี่ยวก็ไม่คิดหวาดหวั่นถอยหนีพร้อมกับพวกเข้าต่อสู้อยู่ท่ามกลางวงล้อม ดังนั้นเวลาไม่นานนัก พรรคพวกก็ถูกฆ่าตายบาดเจ็บหลายคน ลิ้มกอเหนี่ยวเห็นว่าถ้าจะสู้รบกับพวกกบฎคงจะถูกฆ่าตายแน่
จึงตัดสินใจว่า ถึงตัวตายครั้งนี้ก็ให้ปรากฏชื่อไว้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลลิ้ม ประกอบกับน้อยใจที่ไม่สามารถนำพี่ชายกลับเมืองจีนตามที่ได้รับปากกับมารดาไว้จึงได้ทำลายชีวิตของตนเอง ด้วยการผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์
ลิ้มเต้าเคียนกับพวกต่างเศร้าโศกยิ่ง จึงพร้อมกันจัดการศพตามประเพณีอย่างสมเกียรติ ทำเป็นฮวงซุ้ย ปรากฏมาจนทุกวันนี้ ที่อยู่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี ส่วนผู้ที่ติดตามมากับลิ้มกอเหนี่ยวในคร้งนั้นก็ไม่คิดจะกลับไปเมืองจีนอีก บรรดาคนจีนในสมัยนั้น ได้ทราบ ซึ้งถึงความกตัญญู ซื่อสัตย์ รักษาคำพูด คำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับมารดาว่า ถ้าหากนำพี่ชายคือลิ้มเต้าเคียนกลับเมืองจีนไม่ได้ จะไม่ขอกลับเมืองจีนและยินดียอมตาย บรรดาคนจีนจึงได้เอา
กิ่งมะม่วงหิมพานต์ที่ลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอตายมาแกะสลักเป็นรูปลิ้มกอเหนี่ยวและกราบไหว้บูชาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเล่ากันว่า ลิ้มกอเหนี่ยวได้สำแดงอันปรากฎสิ่งศักดิ์สิทธ์เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวเรือและประชาชนผู้สัญจรไปมาแถบถิ่นนั้นเสมอ จนเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป กิตติศัพท์อภินิหารของ
ลิ้มกอเหนี่ยวในเหตุให้ประชาชนผู้เลื่อมใสสละทรัพย์สินสร้างศาลขึ้นที่หมู่บ้านกรือเซะ และสร้างรูปจำลองเพื่อไว้สักการะโดยทำพิธีอัญเชิญวิญญาณมาสิงสถิตในรูปจำลองนั้น พร้อมกับขนานนามว่า “เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ปรากฏว่ามีผู้คนหลั่งไหลไปกราบไหว้กันมากมาย ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็ไปบนบานให้เจ้าแม่ช่วยเหลือ เมื่อบนบานแล้วต่างบังเกิดผลตามความปรารถนาแทบทุกคน จึงทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม้ลิ้มกอเหน่ยวแผ่ไพศาลออกไปยังเมืองอื่นๆ




อ่านให้ดีนะคับ จะได้โม้กับเพื่อนได้


[ Artro - 11/11/2008 - 08:43 ] User
ประวัติ ทีตี่แป้บ้อ หรือ เทพแห่งฟ้าดิน

ตำนานเกี่ยวกับทีกง ทีตี่แป่บ้อ หรือการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินนี้ เกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาพุทธ และพราหมณ์ มายาวนานเป็นพันปีแล้ว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีน ผู้ที่ริเริ่มการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน หรือทีกง ทีตี่แป่บ้อ เป็นคนแรกคือ “หย่งเล่อ” จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง ในปี ค.ศ. 1420 โดยจักรพรรดิหย่งเล่อ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ในคราวที่บ้านเมืองไม่สงบสุข ข้าวยากหมากแพง หรือเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ก็ทรงหาวิธีแก้ไขทุกข์ภัย ด้วยอุบายพิธีต่าง ๆ จึงได้สร้างหอเทียนถาน “ ฉีเหนียนเตี้ยน” เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน เพื่อให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ปัดเป่าทุกข์ภัยพิบัติต่าง ๆ และขออภัยไถ่บาปของประชาชน โดยเชื่อว่า ฮ่องเต้คือโอรสของสวรรค์ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม ส่วนคนไทยเรา ก็ให้ความสำคัญกับการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน มายาวนานแล้วเช่นเดียวกัน โดยในสังคมกสิกรรมทุกสังคม ก็มีพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อบวงสรวงบูชาเทพยดาฟ้าดิน เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร ขอฟ้าขอฝน หรือการบูชาเทพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ เช่นการบูชาพระแม่ธรณี พระแม่โพสพ และพระแม่คงคา ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นการบูชาเทพยดาฟ้าดินทั้งสิ้น เนื่องจากคนไทยเรา มีความเกี่ยวข้องกับสังคมกสิกรรม และพืชผลต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ดังมีตอนหนึ่งที่พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ (ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ทรงจัดให้มีพระราชพิธีพระนังคัลแรกนาขวัญ และวันนั้นเองที่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นสมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า “ปฐมฌาน”


อ่านให้ดีนะคับ จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้


[ Artro - 11/11/2008 - 09:17 ] User
พระมารดาสวรค์แห่งตะวันตก

บางคัมภีร์ว่า พระมารดาแห่งสวรรค์นั้นก็คือมารดาของ เง็กเซียนฮ่องเต้ หรือ องค์กิ้วอ๋องไต่เต่นั่นเอง
ส่วนคัมภีร์นี้ เป็นมารดาสวรรค์ตะวันตก หรือฝั่งเทือกเขาหิมาลัย เขาคุนลุ้นนั่นเอง
ว่ากันว่า ถ้าเรื่องเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ของอินเดียโบราณเกิดจาก
แรงบันดาลใจของเทือกเขาหิมาลัย ตำนานอ้วง-บ้อเนี้ยหรือไซอ้วงบ้อ
หรือพระแม่มารดาสวรรค์ตะวันตกของจีนโบราณ ก็ย่อมเป็น อิทธิพล
จากเทือกเขาคุนลุนนั่นเอง เพราะปรากฏว่า เทือกเขาคุนลุนอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขา
หิมาลัย เป็นดินแดนทางตะวันตกของจีน จึงเกิดเป็นนิทานพระ
มารดาแห่งสวรรค์ตะวันตก มีพระราชวังหยกบนเขาหยกบนยอดสูงสุด ของ
เทือกเขาคุนลุน และเป็นเจ้าแม่หรือมเหสีของเทพพระอาทิตย์หรือเจ้า
สวรรค์ตะวันออก-ยิกอิ้งซิ้ง

ความเป็นมาของเจ้าแม่ยังอ่านไม่เจอ แต่พบความหลากหลายในรูป
ลักษณ์ของเจ้าแม่ เพราะบางทีพรรณนาแล้วไม่งามด้วยว่าเจ้าแม่มีพระ
เกศา ที่ยุ่งเหยิง มันคมแบบฟันเสือ โอ้...นึกภาพแล้วดุจังแต่ส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าแม่ที่งดงาม มีบริวารเป็นนกกระเรียนพันปีสีน้ำเงิน, เสือขาว,
กวางและเต่าพันปี

สวรรค์ของเจ้าแม่บนเขาหยกนี้ เขาว่าวิจิตรนัก มีสารพัดสรรพสิ่งที่
วิเศษ โดยเฉพาะที่ขึ้นชื่อมากคือ สวนท้อ...
ผลไม้ สวรรค์ ใครได้ทานจะมีอายุยืนยาว เจ้าแม่ มีถึง 3 ขนัดใหญ่ 3,600 ต้น ปลูกท้อ 3 พันธุ์ที่
เลื่องชื่อในสรรพคุณอันวิเศษยิ่งในความเป็นอมตะ ขนัดที่ 1 เป็นสวนท้อ
พันธุ์ 3,000 ปี จึงจะสุก 1 ครั้ง ขนัดที่ 2 เป็นสวน ท้อพันธุ์ 6,000 ปี
จึงจะสุก 1 ครั้ง ขนัดที่ 3 เป็นสวนท้อพันธุ์ 9,000 ปี จึงจะสุก 1 ครั้ง
ที่เห้งเจียมาอาละวาดบนสวรรค์แล้วขโมยสวาปามลูกท้อจนหมดสวน
สวรรค์ ก็คือสวนท้อของเจ้าแม่สวรรค์อ้วงบ้อเนี้ยนี่เอง
นอกจากนี้ เจ้าแม่ยังมีบทบาทในตำนานเทพเจ้าอีกหลายเรื่องหลาย
องค์เช่น ตำนานพระจันทร์๋


อ่านให้ดีนะคับ จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้


 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 3)
ผู้โพส : dekza01 สถานะ : สมาชิก

Reply Number 3 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 3
10/11/2008 - 13:31

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : dekza01 - 10/11/2008 - 13:31 ] User
สวัสดีครับ


 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 4)
ผู้โพส : dekza01 สถานะ : สมาชิก

Reply Number 4 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 4
10/11/2008 - 13:31

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : ลูกหลานจีน - 10/11/2008 - 13:42 ] User
file:///mnt/home/Pictures/Photoframe/3122-17.jpg

อยากทราบชื่อพระ และ ประวัติพระด้วยนะค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ





[ Artro - 10/11/2008 - 03:48 ] User
เตียวเทียนซื่อ หรือ ราชครูแห่งสวรรค์

ตียวเทียนซือ เป็นเทพเจ้า ที่ได้สมญานามว่า ราชครูแห่งสวรรค์ ตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์ ท่านชื่อ เต้าหลิง แซ่เตียว ท่านมีรูปร่างสูง 9 ฟุต 2 นิ้ว คิ้วดก หน้าผากกว้าง ผมดก ตาออกสีเขียว คางกว้าง ตาสามเหลี่ยม มีหนวดสวยงาม แขนยาวเลยเข่า ตอนอายุประมาณ 7 ปี ท่านสามารถเรียนรู้หนังสือ และตำรับตำราต่างๆ รู้ประวัติศาสตร์ รู้ดินฟ้าอากาศ รู้สวรรค์ รู้มนุษย์ เรียกว่าเป็นผู้หยั่งรู้ก็ได้
สมัยฮั่น ค.ศ.59 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางเมืองเสฉวน ตอนหลังท่านลาออกจากราชการเพื่อออกปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นฤษี ณ มณฑลเหอหนาน อำเภอโละเหลียง ตำบลวังต๋าน ท่านมีความเคารพยกย่องแก่บรรดาครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เคยสอนวิชาความรู้ให้กับท่าน ภายหลังท่านได้สร้างสถานปฏิบัติธรรมของท่านเองขึ้นมา ต่อมาปี ค.ศ. 89 ทางการได้เชิญให้ท่านเข้ารับราชการอีกครั้ง เพื่อเป็นขุนนางชั้นสูง ตำแหน่งราชครู อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อท่านอายุ 63 ปี ท่านก็ได้ขอลาออกจากราชการอีกครั้ง เพื่อเข้าปรุงยาอายุวัฒนะ ณ เขาแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันคือเขามังกรเสือ อำเภอซิ่นโจว ระหว่างที่อยู่ในเขาแห่งนั้น ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์เพื่อปราบบรรดาปีศาจร้าย อาทิ ปราบปีศาจงูสองตัว ตัวผู้และตัวเมีย โดยฆ่าจนตาย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วปีศาจงูนั้นก็คือสิ่งที่สวรรค์ส่งมาให้ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์นั่นเอง ต่อมางูตัวนั้น จึงกลายเป็นอาวุธพิเศษของท่าน ตัวหนึ่งกลายเป็นดาบวิเศษ ส่วนอีกตัวกลายเป็นตราประทับ
ค.ศ.156 เดือนอ้ายวันที่ 7 เมื่อท่านอายุ 123 ปี สวรรค์ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นมหาราชย์แบบไม่มีจำกัด สามารถมีบารมีมาก และยังได้ตำแหน่งเทียนซือ หรือราชครูแห่งสวรรค์ ต่อมา เดือน 9 วันที่ 9 สวรรค์เรียกให้ท่านไปปฏิบัติธรรม ณ เขา หยินไถ และแต่งตั้งพระนามให้เป็น เจียหยิดจินหยิน โดยตั้งเมฆต่างๆ มาเป็นบริวาร ท่านเตียวเทียนซือ มีลูกศิษย์ 2 คน คือ ฉาง แซ่อ๋อง และซึ้ง แซ่เจ้า ซึ่งภายหลังท่านได้นำศิษย์ทั้งสองขึ้นไปบนสวรรค์ด้วย

อ่านให้ดีนะคับ จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้


 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 5)
ผู้โพส : ลูกหลานจีน สถานะ : สมาชิก

Reply Number 5 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 5
10/11/2008 - 13:42

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : บูเช็กเทียน - 10/11/2008 - 03:00 ] User

อยากทราบประวัติเจ้าแม่สวรรค์หน่ะครับ มีม่ะรบกวนด้วย เอาแบบหลายตำนานอ่ะ จาเอามาเทียบดูกับของเดิมอ่ะ ว่าเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร 




[ Artro - 11/11/2008 - 09:19 ] User
มารดาสวรรค์ตะวันตก

ว่ากันว่า ถ้าเรื่องเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ของอินเดียโบราณเกิดจาก
แรงบันดาลใจของเทือกเขาหิมาลัย ตำนานอ้วง-บ้อเนี้ยหรือไซอ้วงบ้อ
หรือพระแม่มารดาสวรรค์ตะวันตกของจีนโบราณ ก็ย่อมเป็น อิทธิพล
จากเทือกเขาคุนลุนนั่นเอง เพราะปรากฏว่า เทือกเขาคุนลุนอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขา
หิมาลัย เป็นดินแดนทางตะวันตกของจีน จึงเกิดเป็นนิทานพระ
มารดาแห่งสวรรค์ตะวันตก มีพระราชวังหยกบนเขาหยกบนยอดสูงสุด ของ
เทือกเขาคุนลุน และเป็นเจ้าแม่หรือมเหสีของเทพพระอาทิตย์หรือเจ้า
สวรรค์ตะวันออก-ยิกอิ้งซิ้ง

ความเป็นมาของเจ้าแม่ยังอ่านไม่เจอ แต่พบความหลากหลายในรูป
ลักษณ์ของเจ้าแม่ เพราะบางทีพรรณนาแล้วไม่งามด้วยว่าเจ้าแม่มีพระ
เกศา ที่ยุ่งเหยิง มันคมแบบฟันเสือ โอ้...นึกภาพแล้วดุจังแต่ส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าแม่ที่งดงาม มีบริวารเป็นนกกระเรียนพันปีสีน้ำเงิน, เสือขาว,
กวางและเต่าพันปี

สวรรค์ของเจ้าแม่บนเขาหยกนี้ เขาว่าวิจิตรนัก มีสารพัดสรรพสิ่งที่
วิเศษ โดยเฉพาะที่ขึ้นชื่อมากคือ สวนท้อ...
ผลไม้ สวรรค์ ใครได้ทานจะมีอายุยืนยาว เจ้าแม่ มีถึง 3 ขนัดใหญ่ 3,600 ต้น ปลูกท้อ 3 พันธุ์ที่
เลื่องชื่อในสรรพคุณอันวิเศษยิ่งในความเป็นอมตะ ขนัดที่ 1 เป็นสวนท้อ
พันธุ์ 3,000 ปี จึงจะสุก 1 ครั้ง ขนัดที่ 2 เป็นสวน ท้อพันธุ์ 6,000 ปี
จึงจะสุก 1 ครั้ง ขนัดที่ 3 เป็นสวนท้อพันธุ์ 9,000 ปี จึงจะสุก 1 ครั้ง
ที่เห้งเจียมาอาละวาดบนสวรรค์แล้วขโมยสวาปามลูกท้อจนหมดสวน
สวรรค์ ก็คือสวนท้อของเจ้าแม่สวรรค์อ้วงบ้อเนี้ยนี่เอง
นอกจากนี้ เจ้าแม่ยังมีบทบาทในตำนานเทพเจ้าอีกหลายเรื่องหลาย
องค์เช่น ตำนานพระจันทร์



อ่านให้ดีนะคับ จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้


 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 6)
ผู้โพส : บูเช็กเทียน สถานะ : สมาชิก

Reply Number 6 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 6
10/11/2008 - 03:00

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 10/11/2008 - 03:54 ] User
เตียวเทียนซื่อ หรือ ราชครูแห่งสวรรค์

เตียวเทียนซือ เป็นเทพเจ้า ที่ได้สมญานามว่า ราชครูแห่งสวรรค์ ตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์ ท่านชื่อ เต้าหลิง แซ่เตียว ท่านมีรูปร่างสูง 9 ฟุต 2 นิ้ว คิ้วดก หน้าผากกว้าง ผมดก ตาออกสีเขียว คางกว้าง ตาสามเหลี่ยม มีหนวดสวยงาม แขนยาวเลยเข่า ตอนอายุประมาณ 7 ปี ท่านสามารถเรียนรู้หนังสือ และตำรับตำราต่างๆ รู้ประวัติศาสตร์ รู้ดินฟ้าอากาศ รู้สวรรค์ รู้มนุษย์ เรียกว่าเป็นผู้หยั่งรู้ก็ได้
สมัยฮั่น ค.ศ.59 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางเมืองเสฉวน ตอนหลังท่านลาออกจากราชการเพื่อออกปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นฤษี ณ มณฑลเหอหนาน อำเภอโละเหลียง ตำบลวังต๋าน ท่านมีความเคารพยกย่องแก่บรรดาครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เคยสอนวิชาความรู้ให้กับท่าน ภายหลังท่านได้สร้างสถานปฏิบัติธรรมของท่านเองขึ้นมา ต่อมาปี ค.ศ. 89 ทางการได้เชิญให้ท่านเข้ารับราชการอีกครั้ง เพื่อเป็นขุนนางชั้นสูง ตำแหน่งราชครู อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อท่านอายุ 63 ปี ท่านก็ได้ขอลาออกจากราชการอีกครั้ง เพื่อเข้าปรุงยาอายุวัฒนะ ณ เขาแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันคือเขามังกรเสือ อำเภอซิ่นโจว ระหว่างที่อยู่ในเขาแห่งนั้น ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์เพื่อปราบบรรดาปีศาจร้าย อาทิ ปราบปีศาจงูสองตัว ตัวผู้และตัวเมีย โดยฆ่าจนตาย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วปีศาจงูนั้นก็คือสิ่งที่สวรรค์ส่งมาให้ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์นั่นเอง ต่อมางูตัวนั้น จึงกลายเป็นอาวุธพิเศษของท่าน ตัวหนึ่งกลายเป็นดาบวิเศษ ส่วนอีกตัวกลายเป็นตราประทับ
ค.ศ.156 เดือนอ้ายวันที่ 7 เมื่อท่านอายุ 123 ปี สวรรค์ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นมหาราชย์แบบไม่มีจำกัด สามารถมีบารมีมาก และยังได้ตำแหน่งเทียนซือ หรือราชครูแห่งสวรรค์ ต่อมา เดือน 9 วันที่ 9 สวรรค์เรียกให้ท่านไปปฏิบัติธรรม ณ เขา หยินไถ และแต่งตั้งพระนามให้เป็น เจียหยิดจินหยิน โดยตั้งเมฆต่างๆ มาเป็นบริวาร ท่านเตียวเทียนซือ มีลูกศิษย์ 2 คน คือ ฉาง แซ่อ๋อง และซึ้ง แซ่เจ้า ซึ่งภายหลังท่านได้นำศิษย์ทั้งสองขึ้นไปบนสวรรค์ด้วย


อ่านให้ดีนะคับ จะได้ไปโม้กับเพื่อนได้


 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 7)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 7 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 7
10/11/2008 - 03:54

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 14/11/2008 - 05:48 ] User
ภาพวาดพระอรหันต์นะคับ







 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 8)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 8 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 8
14/11/2008 - 05:48

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 14/11/2008 - 05:51 ] User
ภาพวาดพระอรหันต์นะคับ







 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 9)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 9 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 9
14/11/2008 - 05:51

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 14/11/2008 - 05:58 ] User
ภาพวาดพระอรหันต์นะคับ







 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 10)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 10 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 10
14/11/2008 - 05:58

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 14/11/2008 - 06:11 ] User
ภาพวาดพระอรหันต์นะคับ







 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 11)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 11 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 11
14/11/2008 - 06:11

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : itti - 5/12/2008 - 15:54 ] User
อยากทราบชื่อและประวัติพระองค์ด้านบนสุดคับ


 
  No Image หัวข้อ : 1145-1 (No. 12)
ผู้โพส : itti สถานะ : สมาชิก

Reply Number 12 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 12
5/12/2008 - 15:54

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : อิ่วจื้อ - 8/12/2008 - 06:27 ] User

หวัดดีครับผมคุณArtro คือผมอยากจะทราบประวัติและอยากเห็นกิมซิ้นของ "ส่ามอ๋องฮู้อ๋องเอี๋ย"ครับ

ขอบคุณครับผม




 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 13)
ผู้โพส : อิ่วจื้อ สถานะ : สมาชิก

Reply Number 13 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 13
8/12/2008 - 06:27

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : Artro - 10/12/2008 - 06:32 ] User
พระองค์ข้างบน องค์แรกเพื่อนคือ พระส่ามจ่งกง


 
  Member หัวข้อ : 1145-1 (No. 14)
ผู้โพส : Artro สถานะ : สมาชิก

Reply Number 14 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 14
10/12/2008 - 06:32

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 1145-1 | ตอบ : 14 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


WYSIWYG form OTHER form     phuketvegetarian.com  
  แสดงความคิดเห็น กิมซิ้นองค์พระสวยๆคับ บอกมาเดี๋ยวจัดให้  
      Cut Copy Paste Bold Italic Underline Left Justify Centre Justify Right Justify Unordered List Outdent Indent Add Hyperlink
PHP infoBoard v.5 PERFECT

 
Thailand Hotels | Phuket Hotels | Bangkok Hotels
2005 - 2006 Phuket Vegetarian Festival, Phuket Thailand
Contact : Tel:+ 66 1 569 9076
Power by Phuketport.com Team