PHP infoBoard v.5 PERFECT
phuketvegetarian.com
 
บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีน

[ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 13:39 ] User

เรียน สหายเจี๊ยะฉ่าย

นอกเหนือจากเรื่องของกิมซิ้นและประวัติพระในเชิงที่สหายชื่นชอบกันแล้ว บุคคลสำคัญต่างๆ ของจีนนับเนื่องแต่อดีตถึงปัจจุบันก็มีมากมาย  บางท่านได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าและได้รับการนับถือมาจวบจนปัจจุบัน  ดังนั้น เพื่อให้สหายได้เรียนรู้ถึงประวัติบุคคลสำคัญของจีน เมื่อมีโอกาสจึงได้รวบรวมมาเพื่อให้เหล่าสหายได้ร่วมศึกษา และเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ของเว็ปไซต์นี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป




 
  Member ผู้โพส : jay
สถานะ : สมาชิก

Reply : [ jay ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
20/03/2007 - 13:39

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 13:42 ] User

ฝูซี หรือ ฝูซีสื้อ

สมัยฝูซีอยู่***งจากปัจจุบันประมาณ 5000 ปี ฝูซีมีมารดาเป็นนางงูดิน  มีเรื่องเล่าว่า มีอยู่วันหนึ่ง นางงูดินพบเห็นรอยเท้าของมังกรฟ้า ก็เกิดความฉงนสนเท่ห์สงสัยว่ามันรอยอะไร  จึงเอาเท้าวางเพื่อวัดรอยเท้า พอวัดเสร็จปรากฏว่า  นางได้ตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นฝูซี  ฝูซีมีน้องสาวคนหนึ่ง  ที่ชื่อว่า ”หนี่วา” ฝูซีกับน้องสาวต่างมีหน้าตาที่แปลกประหลาด โดยมีร่างกายเป็นมังกรและศรีษะเป็นมนุษย์เป็นการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างมังกรฟ้ากับงูดิน สันนิษฐานกันว่าฝูซีอาจเป็นหัวหน้าเผ่าที่ถือรูปมังกรเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า

 

หลักฐานความเชื่อเรื่องฝูซีคือการพบรูปหินแกะสลักท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นงูหรือเป็นมังกร รูปหินแกะสลักนี้มีอายุเก่าแก่ ประมาณ 1800 ปี ตั้งอยู่ที่เทียอกเขาอู่จื่อซานของมณฑลซานตุง ต่อมาฝูซีได้แต่งงานกับ “หนี่วา” ที่เป็นน้องสาวของตน หนี่วาเอาดินมาปั้น เป็นคนจำนวนมากมาย ซึ่งก็คือคนจีนที่เกิดจากดินที่  หนี่วาปั้น จึงถือว่า  คนจีนเป็นเชื้อสายพันธุ์มังกร

 

ฝูซีอยู่ในยุคสมัยที่กำลังการผลิตได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว   การคิดประดิษฐ์สำคัญๆหลายอย่างมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับฝูซี  ฝูซีชอบท่องเที่ยวแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลก เกี่ยวกับจักรวาล เขาได้คิดค้น”แผนภูมิ8” หรือ ”ปากั้ว” ที่มีสีสันลึกลับตามปรากฎการณ์ของธรรมชาติและรอยเท้าของนกและสัตว์ แผนภูมิ 8นี้เป็นสัญลักษณ์ที่นำมาประกอบกันเข้าเพื่อใช้บอกชื่อสรรพสิ่งในสมัยนั้นซึ่งยังไม่มีตัวอักษร

หลังจากนั้น ฝูซีก็สอนให้ประชาชนรู้จักการล่าสัตว์และจับปลา   โดยใช้เชือกทอเป็นแหและอวน สอนให้ประชาชนรู้จักเจาะไม้เอาเชื้อไฟเพื่อหุงต้มอาหาร  ให้ผู้คนอำลาชีวิตป่าเถื่อนที่กินของดิบ  

 

ฝูซีปกครองจีนนานถึง115ปี

ขอบเขตการเคลื่อนไหวของฝูซีสื้ออยู่ที่ละแวกเมืองหวยหยางของมณฑลเหอหนานและเมืองจี่หนิงชูว์ฝู๋ของมณฑลซานตุงในปัจจุบัน ดังนั้น ปัจจุบันนี้ มืองจี่หนิงของมณฑลซานตุงยังมีสุสานฝูซี ตั้งอยู่  เมื่อวันที่3เดือน3ตามจันทรคติของจีนในแต่ละปี  ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศจะมาจัดงานชุมนุมกันที่นี่ เพื่อประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบรุษแห่งประชาชาติจีน

 

 




[ คนแซ่หลิม - 22/03/2007 - 18:21 ] User

ขออนุญาตเพิ่มเติมครับ

ฝูซี ฮกฮี Fuxi (伏羲) ตามเทวปกรณ์จีนได้กล่าวถึงท่านไว้มากมาย บ้างว่าท่านมีลักษณะท่อนล่างเป็นงูหรือมังกร ซึ่งจะปรากฏคู่กับเทวนารีองค์หนึ่ง(หนี่วา)  ในความสัมพันธ์ของเทพทั้งสององค์นี้ บ้างว่าท่านเป็นพี่น้องกัน บ้างว่าเป็นสามีภรรยากัน บางตำรายังกล่าวถึงที่มาของเทพองค์นี้ที่มีพระวรกายเป็นงูหรือมังกรนั่น เนื่องด้วยความเชื่อดั่งเดิมที่ว่าทั้งสองพระองค์ทรงถือกำเนิดจากแม่น้ำเหลืองหรือแม่น้ำฮวงโหนั่นเอง  ในภาพเป็นวัตถุโบราณที่ค้นพบเกี่ยวกับฝูซี ที่ปรากฎเป็นพระวรกายเป็นงูหรือมังกร







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 1)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 1 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 1
20/03/2007 - 13:42

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 13:44 ] User
ฝูซี





[ jay - 20/03/2007 - 14:34 ] User
ฝูซี





[ คนแซ่หลิม - 22/03/2007 - 18:46 ] User

ลักษณะของรูปเคารพของฝูซี/ฮกฮี伏羲ในรุ่นหลังมักสร้างเป็นบุรุษนุ่งห่มด้วยใบไม้ หรือหนังสัตว์ ลักษณะเช่นนี้จะเห็นว่ามีเสินหนง/ซิ่นล้ง神農อีกองค์ ซึ่งท่านทั้งสองล้วนอยู่ในยุคสมัยที่ใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันที่ฝูซี ตำนานว่าเป็นผู้ค้นคิดโป๊ยก่วย จึงมักมีโป๊ยก่วยถือไว้







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 2)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 2 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 2
20/03/2007 - 13:44

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 13:49 ] User

เสินหนงสื้อ 

หลักฐานโบราณคดีมากมายในจีนได้พิสูจน์ให้เห็นว่า บรรพบรุษ ของประชาชนชาวจีนได้ถือกำเนิดและดำรงชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินจีนมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ยุคหินเก่าจนมาถึงยุคหินใหม่ จึงมีตำนานมากมาย กล่าวสะท้อนถึงการทำมาหากินของชาวจีนในสมัยสร้างอารยธรรมยุคหินใหม่และได้ปรากฏบุคคลสำคัญๆ ที่ได้รับการยกย่องในลักษณะกึ่งเทพกึ่งมนุษย์หรือเสมือนผู้วิเศษหลายคน เช่น ฝูซี เสินหนงและหวงตี้ บุคคลเหล่านี้ล้วนได้สร้างคุณูปการใหญ่หลวงต่อชีวิตทางวัฒนธรรมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ 

 

เสินหนงหรือเสินหนงสื้อแปลว่า”เทพแห่งชาวนา” เป็นหัวหน้าเผ่า แซ่เจียงเมื่อ5000ปีก่อน เขาได้ร่วมทำไร่ไถนากับชาวบ้านสามัญชน และเป็นผู้คิดประดิษฐ์คันไถทำด้วยไม้และสอนให้ผู้คนรู้จักการปลูก ข้าว ทำไร่ไถนา ซึ่งได้เป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาทางการเกษตรเป็น อย่างมาก ด้วยคุณงามความดีทางด้านการเพาะปลูก ผู้คนทั้งหลายจึง เรียกเขาด้วยความเคารพนับถือว่า “เสินหนงสื้อ”หรือ “เทพแห่งชาวนา”

 

ยุคสมัยเสินหนงเป็นระยะแรกของคอมมูนชาติวงศ์สายพ่อ ประชาชนอยู่ด้วยกันอย่างปรองดองกันโดยไม่มีการกดขี่ขูดรีด ตาม หนังสือประวัติศาสตร์จีนบันทึกไว้ว่า ในช่วงที่เสินหนงเป็นหัวหน้าเผ่า นั้น ผู้ชายออกจากบ้าน  ไปทำไร่ไถนา ผู้หญิงทอผ้าในบ้าน  การปกครองประเทศไม่ต้องมีเรือนจำและการลงโทษ และก็ไม่ต้อง การทหารและตำรวจ

 

แต่คุณูปการที่สำคัญยิ่งของเสินหนงได้แก่ การเสาะหาสมุนไพรตาม ป่าเขา เพื่อใช้รักษาโรคของผู้คนทั้งหลายและในการทดสอบสรรพคุณ ของสมุนไพรว่า จะรักษาโรคได้เช่นไร เสินหนงได้ใช้ตนเองเป็นเครื่อง ทดลอง ด้วยการลองกินสมุนไพรชนิดนั้นๆ ดูว่า จะมีผลต่อร่างกายอย่าง ไร เขาจึงถูกพิษบ่อยครั้งจนกระทั่งบางวันเป็นพิษถึง70กว่าครั้งภายใน วันเดียว เล่ากันว่าเสินหนงยังได้แต่งหนังสือ”เสินหนงไป๋ฉ่าว”หรือ แปลว่า”ยาสมุนไพรเสินหนง  ”โดยได้จดบันทึกใบสั่งยาสมุนไพรที่ รักษาโรคแต่ละอย่างไว้ เสินหนงจึงนับได้ว่าเป็นนักแพทยศาสตร์ที่ เก่าแก่ที่สุดของจีน

 

เสินหนงเป็นคนแรกที่รู้จักการดื่มน้ำชา เล่ากันว่า เสินหนงดื่ม เฉพาะน้ำต้มสุก วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่ ปรากฏว่า ลมได้พัดโบกใบชาร่วง หล่นลงในน้ำที่ใกล้เดือดพอดีเมื่อเขาลองดื่มดูก็เกิดความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก

 

เสินหนงยังเป็นนักปฎิทินดาราศาสตร์ เขาได้ปรับปรุงและ ขยาย”ปากั้ว”หรือ“แผนภูมิ8 ”ที่”ฝูซีสื้อ”เป็นเป็นผู้คิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงปรากฏการณ์ของสิ่งธรรมชาติและปรากฏการณ์ของมนุษย์มา เป็น”ลิ่วสือซื่อกั้ว”หรือ”แผนภูมิ64”ซึ่งนอกจากใช้มาบันทึกเหตุการณ์ แล้ว  ยังนำมาใช้ในการเสี่ยงทายได้ด้วย นอกจากนั้นเมื่อเสินหนงเห็นคนบางคนต้องการสิ่งของที่ตนเองผลิตไม่เป็น   แต่บางคนกลับมีเกินความจำเป็น ทำให้การดำรงชีวิตไม่สะดวกสมดุล  จึงเสนอให้ประชาชนนำสิ่งของของตนไปแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และให้มีการค้าขายกัน  ซึ่งนับได้ว่าเป็นตลาดนัดที่เก่าแก่ที่สุดของจีน

 

เพื่อให้ประชาชนมีความสนุกสนานหลังใช้แรงงานแล้ว เสินหนง ได้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า”อู่เสียนฉิน”หรือ”พิณ5สาย”  ที่มีเสียงดนตรีอันไพเราะน่าฟัง 

 

เสินหนงเป็นหัวหน้าเผ่านานถึง140ปี หวงตี้ได้สืบทอดราชสมบัติ ต่อ ส่วนสุสานของเสินหนงตั้งอยู่ที่เมืองฉางซาของมณฑลหูนานใน ปัจจุบัน  คนทั่วไปเรียกว่า สุสานเหยียนตี้

 







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 3)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 3 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 3
20/03/2007 - 13:49

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 13:56 ] User

เหยา (尧)กับซุ่น(舜)

ในยุคสังคมดั้งเดิมตอนปลายประมาณ4000ปีก่อน มีชนเผ่าต่างๆ และชุมชนมากมายอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินจีน นักโบราณคดีได้จัด หมวดหมู่ชุมชนเหล่านี้ออกเป็น “เผ่าหัวเซี่ย ” “เผ่าตงอี๋ ”และ “ เผ่าเหมียวหมาน” โดยชนเผ่าหัวเซี่ยอยู่ภายใต้การนำของเหยียนตี้ และหวงตี้ซึ่งแต่เดิมกลุ่มคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในแถบมณฑลซานซีในปัจจุบัน ต่อมาขยายอาณาเขตออกไปทางทิศตะวันออก พวกเขา ต้องทำสงครามกับชนเผ่า”ตงอี๋”ที่มาจากตะวันตกและพวก”เหมียว หมาน”ที่มาจากทิศเหนือบ่อยครั้ง 

 

ในระหว่างที่เผ่าหัวเซี่ยแผ่ขยายอิทธิพลอยู่นั้น เคยเกิดบุคคลผู้ยิ่งใหญ่หลายคน เช่น เหยา ซุ่น และหวี่   (ตามความคิดดั้งเดิม ผู้เป็นหัวหน้าเผ่าหรือกษัตริย์มีภาระหน้าที่ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร จะไม่ยกราชสมบัติให้กับโอรสของ ตน   เนื่องจากเกรงว่า ราษฎรจะได้รับความเดือดร้อน)

 

เล่ากันว่า เหยาเป็นคนรุ่นหลังของหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลือง หัวหน้าเผ่าหัวเซี่ยซึ่งเป็นต้นตระกูลชนชาติจีน  เหยาเป็นคนที่มีความ เฉลี่ยวฉลาดและมีความเมตตาปรานี จึงได้รับความเคารพนับถือจาก คนทั่วไป เขาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าเผ่าเมื่ออายุประมาณ16ปี  ตามตำราพงศาวดารระบุว่า   เหยาได้ตั้งเมืองหลวงที่ผิงหยาง (คือเมืองหลินเฝินของมณฑลซานซีทางภาคเหนือของจีนในปัจจุบัน) เวลานี้ เมืองหลินเฝินยังมีโบราณวัตถุของวัดเหยาที่สร้างในสมัย ราชวงศ์จิ้น(ปีค.ศ.265-420)และสุสานเหยาที่สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง(618-907)

 

หลังจากเหยาได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเผ่าแล้ว ได้เสนอชื่อให้ผู้มีปรีชา สามารถรับราชการเป็นขุนนางต่างๆ และให้คนในเผ่าสมานสามัคคีกัน อย่างใกล้ชิด   นอกจากนั้น ยังไปสำรวจผลงานของขุนนางต่างๆ เพื่อให้รางวัลหรือปรับโทษตามผลที่สำรวจมา ทำให้ระบบราชการเป็น ระเบียบเรียบร้อย พร้อมกันนี้ เหยาให้ความสำคัญต่อการประสานความ สัมพันธ์ระหว่างชนเผ่าต่างๆ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ระหว่างประชาชน จึงทำให้การปกครองมีความสุจริต ประชาชนอยู่เย็น เป็นสุข และสังคมมีความสงบเรียบร้อย

 

เหยาได้ร่างปฏิทินขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้ประชาชนได้ประกอบการ เกษตรตามการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าาอากาศ คนโบราณจึงถือยุค สมัยเหยาเป็นยุคสมัยที่วัฒนธรรมการทำไร่ไถนาได้รับความก้าวหน้า แบบก้าวกระโดด

 

ยุคเหยาเป็นช่วงที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงบ่อยครั้ง เหยาให้ความ สนใจอย่างยิ่งและสั่งการให้“กุ่น”ซึ่งเป็นบิดาของ“หวี่”ไปปราบอุทกภัยตามข้อเสนอของเจ้าผู้ครองนครรัฐทั้งหลาย เมื่อเหยาได้ครองราช บัลลังก์ถึง70ปีก็พยายามเสาะหาคนดีมีสติปัญญาที่ตั้งมั่นในความ ยุติธรรมมาปกครองแผ่นดินต่อ บรรดาเจ้าผู้ครองนครรัฐต่างเสนอชื่อ  “ซุ่น”โดยให้ความเห็นว่า ซุ่นเป็นบุครกตัญญูและมีสติปัญญาเป็นที่ ยกย่องของชาวบ้านในถิ่นนั้น แม้ว่า พ่อกับแม่เลี้ยงจะคิดฆ่าเขาถึงสอง ครั้ง หมายจะยกสมบัติให้น้องคนละแม่ แต่ซุ่นก็ไม่มีความโกรธหรือ อาฆาตพยาบาทแต่อย่างใด เหยาจึงเชิญซุ่นมาพบและแต่งตั้งให้ เป็นขุนนางผู้ใหญ่  เป็นการทดลองให้ฝึกงานบริหารแผ่นดินต่อไป  เมื่อเหยาเห็นว่า  ซุ่นมีความสามรถที่จะเป็นหัวหน้าเผ่าได้อย่างดีแล้ว  ก็ยกราชธิดาสององค์มีชื่อว่า  เอ๋อหวงกับหนี่อิงให้เป็นภรรยา  เพื่อทดลองว่าซุ่นสามารถตั้งตนอยู่ในความยุติธรรมได้หรือไม่   ผลปรากฏว่า ซุ่นกับภรรยาสองคนได้อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเว่ยซุ่ย ได้ใช้ชีวิตอย่างมีมารยาทต่อกันและอย่างสงบสุข

 

เหยาสั่งให้ซุ่นไปสอนขุนนางและประชาชนใช้คุณธรรมอันดีงาม ในความประพฤติของตน ขุนนางและประชาชนทั่วไปต่างปฏิบัติตาม ด้วยความยินยอม เหยายังสั่งการให้ซุ่นไปบริหารข้าราชการทั้งฝ่าย พลเรือนและฝ่ายทหารและไปเฝ้ารับเสด็จฯเจ้าผู้ครองนครรัฐตามประตูทั้ง4ด้านของเมอืงหลวงและสุดท้าย เหยาให้ซุ่นเดินทางไปอยู่ในป่าโดยลำพังคนเดียว เพื่อรับการทดสอบจากธรรมชาติ  ด้วยการทดสอบและสำรวจเป็นเวลาสามปี เหยาได้ส่งมอบ ราชบัลลังก์ให้ซุ่นสืบทอดต่อในที่สุด

 

ซุ่นสนใจพัฒนาการผลิต ส่งเสริมชลประทานด้วยการขุดคลองและขุดบ่อน้ำและใช้บุคลากรที่มีความสามารถ ในยุคสมัยซุ่น เทคนิคทั้งในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมต่างได้รับการพัฒนาอย่างมาก  ซุ่นทั้งสนใจสอนคุณธรรมอันดีงามให้ประชาชนรับรู้และได้ตั้งตัวเองเป็นแบบ อย่างในความประพฤติ ทั้งยังร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนด้วย   คนทั่วไปพอกินพอใช้พอใส่ ไม่ต้องไปเป็นแรงงานเกณฑ์ที่ได้ รับความทุกข์ทรมานเหมืนอดีต การวิพากษ์วิจาณณ์เรื่องบ้านเมืองก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา จะไม่ถูกนำไปลงโทษเหมือนเมื่อก่อนอีก    

 

จึงกล่าวได้ว่าในยุคสมัยของซุ่น   การเมืองมีความสุจริต ประชาชนมีมารยาทดี ทรัพย์สินอุดมสมบูรณ์  นับเป็นยุคสมัยที่มีความเจริญ รุ่งเรืองทั้งในด้านการเมือง  การผลิตและศิลปะด้วย   ต่อมา   ซุ่นได้สืบทอดราชสมบัติให้“หวี่”  ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาอุทกภัย คุณงามความดีของเหยาและซุ่นเป็นที่ยกย่องชม เชยกันนับหลายชั่วคน    

 

ซุ่นได้เสียชีวิตไปด้วยอาการป่วยเมื่อมีอายุประมาณ110ปี  ปัจจุบัน บนภูเขาจิ่วหยีที่อยู่***งจากอำเภอหนิงหยวนไปภาคใต้30 กิโลเมตรของมณฑลหูหนานยังมีสุสานของซุ่นตั้งอยู่

 

จักรพรรดิ์เหยา

 







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 4)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 4 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 4
20/03/2007 - 13:56

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 14:02 ] User

จักรพรรดิ์ซุ่น







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 5)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 5 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 5
20/03/2007 - 14:02

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 14:08 ] User

ต้าหวี่

เมื่อ4000ปีก่อน  ลุ่มแม่น้ำหวงเหอหรือแม่น้ำเหลืองเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง “ต้าหวี่”ได้รับคำสั่งให้ไปแก้ปัญหาอุทกภัยและประสบความสำเร็จในที่สุด จึงกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนทั่วไป 

ซุ่นหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ของชนเผ่าหัวเซี่ยในเวลานั้นได้ มอบราชบัลลังก์ให้หวี่สืบทอดต่อ เรื่องราวเกี่ยวกับ“ต้าหวี่”แก้ปัญหาอุทกภัยได้เล่าขานกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

เล่ากันว่า ในขณะที่เหยาเป็นหัวหน้าเผ่าอยู่นั้นเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงมาก ไร่นาและบ้านพักถูกน้ำท่วมไปหมด ชาวบ้านทั่วไปต้องย้ายไปอยู่เนินสูง  เหยาเรียกเปิดประชุมเพื่อปรึกษาหารือแก้ปัญหาอุทกภัย บรรดาหัวหน้าเผ่าต่างๆ ต่างเสนอชื่อให้”กุ่น” ซึ่งเป็นบิดาของหวี่ไปหาทางแก้ไข กุ่นใช้เวลา 9 ปี ด้วย้วิธีการถมดินปิดกั้นทางน้ำไหล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซ้ำอุทกภัยกลับร้ายแรงยิ่งขึ้น และยังถูกฟ้องร้องหาว่าทุจริต  

 

“ซุ่น”ที่ได้สืบราชบัลลังก์ต่อจากเหยาได้สั่งให้ลงโทษประหารชีวิต” กุ่น”และมอบหมายให้”หวี่” ลูกชายของ”กุ่น”ไปแก้ปัญหาอุทกภัย “หวี่”ได้รับบทเรียนจากความล้มเหลวของบิดาตนที่ใช้ทำนบ ปิดกั้นทางน้ำไหลไม่ได้ผลจึงได้ใช้วิธีขุดคลองระบายน้ำที่ท่วมอยู่ให้ ไหลลงทะเลและขุดลอกแม่น้ำเพื่อระบายน้ำแทน เขาใช้วิธีสำรวจทาง น้ำและสร้างแผนที่ขึ้นมาก่อน แล้วจึงขุดคลองระบายน้ำให้น้ำที่ท่วม อยู่มีทางไหลออกไปสู่ทะเลได้ เขามุ่งมั่นนำพาพลเมืองให้ร่วมกัน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยตนเอง นำหน้าขุดดินและัหาบดินด้วยตนเอง ในระหว่างการแก้อุทกภัย เขาได้คิดประดิษฐ์เครื่องวัดหลายชนิด ตลอดจนวิธีการรังวัดและเขียนผังหลายอย่าง ด้วยการใช้ความ พยายามเป็นเวลา13ปี จึงสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลและปลูกพืชพันธุ์ ธัญญาอาหารในไร่นาได้  ด้วยคุณงามความดีในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซุ่น จึงไดมอบราชบัลลังก์ให้หวี่สืบทอดต่อ

 

เล่ากันว่า เพื่อแก้ไขน้ำท่วม หวี่แต่งงานได้ไม่นานก็็เดินทางออกจากบ้าน ในช่วงเวลา 13 ปีที่เขาทำงานหนักหนัก เขาเคยผ่านหน้าบ้านถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่ได้แวะเข้าเข้าบ้านเลยแม้สักครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเวลาเขาผ่านหน้าบ้านอยู่นั้น ภรรยาเขาได้คลอดลูกชายชื่อ”ฉี่”พอดี แม้หวี่ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกแล้ว ก็อดกลั้นใจไว้ไม่ได้แวะเข้าบ้านของตนเอง

 

ชนรุ่นหลังต่างยกย่องสรรเสริญคุณงามความดีในการแก้ไขอุทกภัยของ”หวี่”จึงเรียกเขาว่า“ต้าหวี่”แปลว่า”หวี่ผู้ยิ่งใหญ่” เรื่องเล่าขานนี้ ได้สะท้อนถึงสภาพจิตใจของชุมชนที่ไม่หวาดหวั่นครั่นคร้ามต่อภัย ธรรมชาติ

เมื่อหวี่แก้ปัญหาอุทกภัยได้ ก็เสมือนหนึ่งวีระบรุษกู้ชาติ จึงได้รับการยกย่องทั่วไปทั้งจากผู้ปกครองและประชาชน “ซุ่น”จึงได้มอบราช สมบัติให้

 

เมื่อหวี่ได้เป็นหัวหน้าเผ่าแล้วก็ได้เปลี่ยนชื่อเมืองหลวง เป็น”เซี่ย“ และเปลี่ยนเขตปกครองเสียใหม่โดยแบ่งอาณาเขตประเทศเป็น9เขต เขาปกครองประเทศอย่างขยันหมั้นเพียรทำให้สังคมในยุคสมัยนั้นพัฒนา้ก้าวไปสู่ยุคสมัยใหม่

 

หลังยุคคอมมูนชาติวงศ์ หัวหน้าของชนเผ่าและชาติวงศ์ทั้ง หลายอาศัยฐานะและอำนาจของตนได้เก็บเอาผลิตผลที่เหลือไว้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัว  จึงกลายเป็นตระกูลชั้นผู้ดีที่ร่ำรวยขึ้น   ถ้าเกิดการสู้รบระหว่างชนเผ่าที่ต่างกัน  ข้าศึกที่ถุกจับตัวได้ก็กลายเป็นทาสและต้องเป็นแรงงานรับใช้ตระกูลชั้นผู้ดี จึงได้ก่อรูปเป็นชนชั้น ทาสและเจ้าของทาสขึ้น  คอมมูนชาติวงศ์จึงเริ่มสลายตัวไป

 

เมื่อหวี่ชราลงก็ได้แสดงความจำนงที่จะยกราชสมบัติให้โป๋อี้  ขุนนางผู้หนึ่งที่หวี่เห็นว่า มีสติปัญญาสมควรที่จะครองราชย์สืบต่อจากตน   แต่เมื่อหวี่สิ้นพระชนม์ลง โป๋อี้ก็ไม่ยอมรับเป็นหัวหน้าเผ่า โดยอ้างว่าตนเป็นแต่ขุนนางผู้น้อย  รับราชการมาเพียง 3 ปี เห็นควรให้ “ฉี่”ราชโอรสของหวี่ครองราชย์สืบต่อจากหวี่ต่อไป  ขุนนางทั้งหลายก็เห็นด้วย“ฉี่” จึงได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากหวี่  ตั้งแต่นั้นมา ระบบคัดเลือกหัวหน้าเผ่าด้วยการเลือกตั้งคนดีก็ถูก ยกเลิกไป ระบบที่สืบราชสมบัติต่อในเชื้อราชวงศ์ได้ปรากฏขึ้น ราชวงศ์เซี่ย จึงนับได้ว่าเป็นราชวงศ์แรกในยุคทาสของประวัติศาสตร์จีน







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 6)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 6 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 6
20/03/2007 - 14:08

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 14:16 ] User

เหลาจื่อ 老子หรือ เหลาตาน 老聃

 

เหลาจื่อ (เล่าจื๊อ 老子)  แซ่ หลี่ ชื่อตัวว่า เอ่อร์ เป็นคนอำเภอขู่เสี้ยนรัฐฉู่ (ปัจจุบันคือเมืองลู่อี้ในมณฑลเหอหนาน) เล่ากันว่า เหล่าจื่อรูปร่างสูง  หูยาว  ตาโต หน้าผากกว้างและลิ้มฝีปากหนา

 

เหลาจื่อเป็นศาสดาแห่งลัทธิเต๋าหรือศาสนาเต๋า เรื่องราวของ เหลาจื่อส่วนใหญ่พบอยู่ในตำนาน ไม่มีบันทึกว่าเกิดเมื่อใด แต่นักประวัติศาสตร์ของจีนซือหม่าเชียนเชื่อว่า เหลาจื่อคงมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับขงจื่อ (ขงจื๊อ) ในยุคชุนชิว-จั้นกั๋ว (770 - 221 ก่อนคริสตกาล)  ในตำนานเล่าว่าเหลาจื่อเป็นปรมาจารย์ผู้เขียนตำราเต้าเต๋อจิง คัมภีร์ว่าด้วยคุณธรรม (เต๋าเต็กเก็ง道德经 )  ที่โด่งดังของลัทธิเต๋า แต่ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าเหลาจื่อเกิดเมื่อไรและอยู่จนถึงอายุเท่าไหร่

 

เหลาจื่อเป็นปราชญ์ร่วมยุคสมัยกับขงจื่อ  เคยรับราชการเป็นผู้ดูแลคลังเก็บหนังสือของบ้านเมือง (เท่ากับห้องสมุดแห่งชาติ ) ด้วยเหตุนี้เอง เหล่าจื่อจึงกลายเป็นพหูสูตร มีความรู้ลึกซึ้งและกว้างขวาง ได้รับความเคารพและเลื่อมใสศรัทธาจากคนทั่วไป

 

เหลาจื่อมักจะเผยแพร่ความรู้แก่ผู้คนไปทุกหนทุกแห่ง สรรเสริญคุณงามความดีของราชวงศ์โจว ความคิดของเหลาจื่อกว้างขวางและลึกซึ้งมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งขงจื่อเดินทางไปพบสนทนากับเหลาจื่อ เพื่อขอเรัียนรู้ประเพณีและมารยาทของราชวงศ์โจว

 

เหลาจื่อเห็นราชวงศ์เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จึงได้ลาออกจาก ราชการและขี่วัวสีดำเดินทางอออจากเมืองหลวงมุ่งหน้าทางทิศตะวันตก ขณะผ่านด่านหานกู่กวาน หยินสี่หัวหน้าด่านหานกู่กวานพอรู้ว่า เหลาจื่อจะผ่านมาก็แอบไปพบและขอให้เหลาจื่อเขียนหนังสือให้เป็นที่ระลึก เหลาจื่อจึงเขียนหนังสือไว้ 5,000 ตัวอักษร แล้วขี่วัวสีดำมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่ออย่างไร้ร่องรอย มีบางคนบอกว่าเหล่าจื่อมีอายุถึง 60 ปี แต่ก็มีบางคนบอกว่าเหล่าจื่อมีอายุนานกว่า200ปี

 

ส่วนหนังสือที่มี 5,000 ตัวอักษรเล่มนี้ก็คือคัมภีร์ “เหลาจื่อ” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” (เต๋าเต็กเก็ง) ซึ่งเป็นผลงานอันลือเลื่องและได้รับการยกย่องทั่วโลก นักปราชญ์ในรุ่นหลังได้แบ่งเต๋าเต็กเก็งเป็น 81 บท


เหล่าจื่อเป็นนักคิดวัตถุนิยมที่เรียบง่าย ตามความหมายของศัพท์
“เต๋า”มัักแปลว่า“หนทาง”หรือ”วิถี”แต่ยากที่จะอธิบายความหมายของ ”เต๋า”ได้ ดังที่บทที่ 1 ของคัมภีร์เต้าเต๋อจิงกล่าวว่า “เต๋าที่อธิบายได้ มิใช่เต๋าที่อมตะ” ปราชญ์ลัทธิเต๋าพยายามเสนอวิถีทางที่จะนำไปสู่สังคมสันติภาพ โดยเชื่อว่าเต๋านั้นยิ่งใหญ่ครอบคลุมคุณธรรม เมตตาธรรม ความชอบธรรม เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นแหล่งเกิดสรรพสิ่งต่างๆ  หนังสือ “เต้าเต๋อจิง”ให้ความเห็นว่า สรรพสิ่งต่างๆไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากต้องอาศัยซึ่งกันและ กันและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

 

เหล่าจื่อยังได้ชี้แจงหลักเกณฑ์ในหนังสือ“เต้าเต๋อจิง”ว่า สรรพสิ่งมีความสัมพันธ์กันโดยพึ่งพิงซึ่งกันและกันและก็ขัดแย้งกัน  อาจกล่าวได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี อย่างเช่นคำกล่าวที่ว่า “โชคดี”กับ”โชคร้าย”สามารถเปลี่ยน พลิกไปมาซึ่งกันและกันได้ “โชคดี”มีอยู่ใน“โชคร้าย” “โชคร้าย” แฝงอยู่ใน“โชคดี” หรือคำพูดที่เป็นสัจจะไม่ถูกหู  คำพูดที่ไพเราะไม่ชอบด้วยสัจจะ” ฯลฯ  เหล่าจื่อกล่าวว่า เมล็ดเม็ดเล็กๆ เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่โตได้ ดินที่สลายนั้นสามารถนำไปทำเป็นเนินสูงได้ คนเราถ้าไม่กลัวความยากลำบาก ถ้าเริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อยก็สามารถขจัดอุปสรรคและบรรลุภารกิจที่ยิ่งใหญ่ได้

 

คนรุ่นหลังยกย่องให้เหลาจื่อเป็นปฐมาจารย์แห่งลัทธิเต๋า แนวคิดด้่านปรัชญาของเหลาจื่อมีฐานะสำคัญในประวัติปรัชญาของจีน  ส่วนความคิดทางการเมืองของเหล่าจื่อเช่น“การปกครองประเทศใหญ่ก็เหมือนต้มปลาในหม้อ ถ้ากวนน้ำมากก็จะเสียหายมาก” ได้มี อิทธิพลต่อนักคิดก้าวหน้าและนักการปฏิรูปสังคมเพ้อฝันในยุคต่อมา

 

คัมภีร“เต้าเต๋อจิง”มีอิทธิพลมากในทั่วโลกโดยมีฉบับแปลเป็น ภาษาต่างประเทศมากกว่า 250 สำนวน

 







[ jay - 26/03/2007 - 14:30 ] User

เมื่อฉินสือคารวะศพของเหล่าตัน/เหล่าจื้อ

 

เมื่อเหล่าตันสิ้นชีวิต ฉินซือเดินเข้าไปคารวะศพ เพียงส่งเสียงร้อง 3 ครั้ง ก็เดินผละจากไป

       “ท่านเป็นเพื่อนกับอาจารย์หรือไม่ศิษย์เหล่าจื่อถาม

       “ใช่”

       “และท่านคิดว่าเหมาะสมแล้วหรือ ที่มาคำนับศพแบบนี้?”   
       “ใช่” ฉินซือตอบ “ทีแรกข้าฯนับถือท่านเป็นมนุษย์ที่แท้ แต่ตอนนี้ ข้าฯรู้แล้วว่าไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อครู่ที่

ผ่านมา ที่ข้าฯเข้าไปคำนับศพ ก็พบเห็นชายชราร่ำไห้คร่ำครวญราวเรียกหาบุตรชาย และชายหนุ่มสะอื้นโหยไห้ราวร้องเรียกหามารดา การที่ผู้คนมารวมกลุ่มกันเช่นนั้น เหล่าตันจะต้องทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้คนเหล่านั้น กล่าวขวัญถึงเขา แม้เขาจะไม่ได้เรียกร้องให้กล่าวขวัญถึงเขาก็ตาม หรือไม่ก็ทำให้ผู้คนเหล่านั้น ร้องไห้อาลัยเขา แม้เขาจะไม่ได้เรียกร้องพวกเขาให้ร้องไห้เพื่อเขา
       
นี่คือการฝ่าฝืนฟ้า หันหลังให้กับสัจธรรม ลืมสิ้นแหล่งกำเนิดของตน ในบุราณกาล เรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ ว่าเป็นอาชญากรรมแห่งการฝ่าฝืนฟ้า อาจารย์ของท่านได้ถือกำเนิดมา ก็เพราะเป็นไปตามกาลเวลาของท่าน เมื่ออาจารย์ของท่านสิ้นชีวิตไป ก็เป็นไปตามวัฏจักรของสรรพสิ่ง หากท่านต้อนรับกาลเวลาที่มาถึง และยินดีดำเนินตามไปนั้น ฉะนี้แล้ว ไม่ว่าทุกข์ ว่าสุข ก็ไม่อาจกล้ำกรายท่านได้ ณ บุราณกาล เรียกขานสิ่งเหล่านี้ว่า การปลดปล่อยจากพันธนาการแห่งพระเจ้า
       
       “แม้นน้ำมันมอดหมดจากคบไฟ เพลิงก็ยังลุกโชติ และไม่มีผู้ใดอาจล่วงรู้ถึงจุดสิ้นสุดของมัน”




 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 7)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 7 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 7
20/03/2007 - 14:16

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 14:21 ] User

ขงจื่อ 孔子  กับสำนักปรัชญาขงจื่อ

 

เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมตั้งเดิมของจีน ก็ต้องเอ่ยถึงชื่อของขงจื่อ เมื่อทศวรรษ1970 มีนักวิชาการชาวอเมริกันผู้หนึ่งได้จัดให้ขงจื่อเป็น อันดับที่5ใน100คนที่มีอิทธิพลสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  แต่กล่าวสำหรับคนจีนแล้ว อิทธิพลของขงจื่อน่าจะอยู่อันดับแรกมาก กว่า กล่าวได้ว่าคนจีนทุกคนต่างได้รับอิทธิพลจากสำนักปรัชญาขงจื่อ ไม่มากก็น้อย

 

ขงจื่อหรือขงจื่อ (ก่อนค.ศ. 551-479) มีชื่อตัวว่า ชิว  เป็นคนรัฐหลู่ (คำว่า”จื่อ ”มีความหมายเป็นคำยกย่องผู้ที่ถูกเรียนกว่าเป็น“อาจารย์”) เป็นนักคิดและนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในสมัยปลายยุคชุนชิวและเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปราชญา“หรูเจีย”หรือสำนักปรัชญาขงจื่อนั่นเอง  ได้รับการยกย่องว่า เป็นปรมาจารย์แห่งจริยธรรมผู้ยิ่งใหญ่    

 

ขงจื่อเกิดที่รัฐหลู่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณสมัยราชวงศ์โจวได้สมบูรณ์ที่สุด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็น“เมืองแห่งจารีตและ ดนตรี”มาแต่โบราณกาล การก่อรูปขึ้นของแนวคิดขงจื่ออาจได้รับอิทธิพลจากขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และบรรยากาศทางการศึกษา ของรัฐหลู่

 

ขงจื่อสูญเสียบิดาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ มารดาซึ่งเป็นหญิงที่ซื่อ สัตย์สุจริตเลี้ยงดูขงจื่อมาด้วยความเข้มงวดกวดขัน เพื่อให้ลูกได้เป็น ผู้มีความรู้และคุณธรรม ขงจื่อมีความรักและสนใจในการศึกษาหาความรู้ตลอดจนพิธีกรรม การเซ่นสรวงต่างๆที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล

 

ขงจื่อ“ตั้งตนเป็นอาจารย์เมื่ออายุ 30”และเริ่มถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์อย่างไม่ท้อถอย การถ่ายทอดความรู้ของขงจื่อได้พลิกโฉมการศึกษาในยุคสมัยนั้นโดยทำลายธรรมเนียมการเรียนการสอนที่จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในราชสำนัก ทำให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการศึกษาและวัฒนธรรมมากขึ้น    

 

ขงจื่อมีวิธีของตนเองในการรับศิษย์ ไม่ว่าคนในชนชั้นใด แค่มอบสิ่งของเล็กน้อยแม้ “เนื้อตากแห้ง” เพียงชิ้นเดียวก็รับไว้เป็นลูกศิษย์แล้ว เล่ากันว่าท่านมีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน ที่ยกย่องกันว่า มีความรู้ปราดเปรื่องและคุณธรรมสูงส่งมี 70 คน  จากสานุศิษย์ 70 คนนี้ คนรุ่นหลังจึงได้ทราบถึงแนวคิดต่างๆ ของขงจื่อ เนื่องจากลูกศิษย์ขงจื่อ ได้บันทึกคำสอนของอาจารย์ตนไว้ในรูปของคำสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์โดยขึ้นต้นว่า “อาจารย์กล่าวว่า...” ภายหลังลูกศิษย์ได้นำคำสอนของขงจื่อมาประมวลแล้วเรียบเรียงขี้น เป็นหนังสือที่มีชื่อว่า“หลุนหวี่”

 

บั้นตอนปลายชีวิต ขงจื่อก็ได้้รวบรวมบันทึกพงศาวดารและปรากฏธรรมชาติต่างๆ มีชื่อว่า“ชุนชิว” ขงจื่อยังเป็นบรรณาธิการหนังสือสำคัญๆในวรรณคดีจีนซึ่งเป็นที่ยกย่องกันภายหลัง ได้แก่“ซูจิง”(ตำราประวัติศาสตร์)“ซือจิง”(ตำราว่าด้วยลำนำกวี) เป็นผู้ตรวจแก้”อี้ว์จิง”(ตำราว่าด้วยการดนตรี-แต่สาบสูญไปในภายหลัง) และ”หลี่จี้”(ตำราว่าด้วยจารีตประเพณี) หนังสือทั้ง 5 เล่มนี้เรียก รวมกันในภาษาจีนว่า”อู่จิง”(คัมภีร์ทั้งห้า)

 

ขงจื่อเน้นหนักในการบ่มเพาะเรื่องเมตตาธรรม ความชอบธรรม และจารีตประเพณี คำสอนของขงจื่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามอย่างยิ่ง ความคิดของขงจื่อได้กลายเป็นแกนหลักสำคัญในวัฒนธรรมจีน และมีีอิทธิพลสำคัญต่อความคิดของชนชาติจีน  คุณธรรมอันดับแรกที่ขงจื่อสอนสั่งคือ”เหริน”หรือเมตตาธรรม เมื่อลูกศิษย์แต่ละคนของ ท่านขงจื่อเรียนถามท่านอาจารย์ว่า "อะไรเรียกว่า เหริน ?" ท่านก็จะตอบโดยพิจารณาตามบุคลิกอุปนิสัยใจคอของลูกศิษย์คนนั้น ๆ ดังนั้นเมื่อเห็นคำอธิบายกับลูกศิษย์แต่ละคนแล้วก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ต้องเอาคำอธิบายทั้งหลายมารวมความกันจึงเป็นความหมายอันสมบูรณ์แบบของ "เหริน"

 

พอถึงวัยชรา ขงจื่อใช้เวลาทุ่มเทอยู่กับการจัดการประวัติศาสตร์ และดำเนินการด้านการศึกษาต่อไป ขงจื่อก็ถึงแก่กรรมปี479ก่อนค.ศ. ร่างถูกฝังไว้ที่ซื่อสุ่ยทางเหนือของรัฐหลู่(ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซานตง)







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 8)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 8 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 8
20/03/2007 - 14:21

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 14:30 ] User

หมอหัวโถ 华陀

 

เวลาผู้คนรู้สึกไม่สบายเเละไปหาหมอ ต่างหวังว่าหมอสามารถเเก้หวัดลดบ่วยให้ตัวตนทันที ในประเทศจีนเวลาผู้คนเป็นป่วยไม่หายเป็นเวลานานก็มักจะพูดว่า “ถ้าหมอหัวโถอยู่ก็ดีเเล้ว”  หัวโถเป็นหมอ  ในำภาคเอกชนเมื่อ 2000 ก่อนของจีน เนื่องจากว่าเขามีฝีมือยอดเยี่ยม จนถูกผู้คนขนานว่า “เทพดาหมอ” 

 

หัวโถเป็นคนเิกิดที่มณฑลอันฮุย ทางภาคตะวันออกของจีน วันเกิดของ เขาไม่สามารถระบุเเล้ว เพียงเเต่ทราบว่าเขาถูกผู้กุมอำนาจในยุคนั้น ประหารชีวิตเมื่อปี ค.ศ 208 เล่ากันว่าหัวโถสุขภาพดีมากถึงอายุ 100 ปี เเล้วยังมีชีวพลัง หนังสือประวัติศาสตร์ับันทึกไว้ว่า หัวโถเป็นหมอที่ไม่สนใจเรื่องฐานะตำเเหน่ง เขาเคยปฏิเสธคำเชิญไปรับตำเเหน่งหลายครั้ง หลังจากนั้นโจโฉติดโรคปวดหัว เชิญเขาไปช่วยรักษาโรค เขาถูกบังคับไปช่วยรักษา ทั้งได้รักษาโรคที่ติดมาเป็นเวลานานของโจโฉหาย  ทั้งถูกบังคับเป็นหมอประจำของโจโฉ อีกไม่นานหัวโถก็ขอลาป่วยกลับเเล้วไม่รับใช้โจโฉอีก โจโฉเร่งให้กลับหลายครั้งเเต่หัวโถไม่ยอมกลับ ด้วยเหตุนี้ โจโฉส่งเจ้าหน้าที่ไปจับตัวเขาเข้าคุกเเละประหารชีวติในที่สุด

 

หัวโถมีความชำนาณในด้านเเพทยศาสตร์อย่างลึกซึ้่งโดยควบคลุมถึงหลายๆ ด้าน เช่นโรคติดต่อ โรคพยาธิ โรคนารีเวช โรคเเผนกเด็ก โรคระบบทางเดินหายใจเเละโรคผิวหนังเป็นต้น โดยเฉพาะมีผลงานมากมายในด้านการทำหมดความรู้สึกเเละผ่าดัด หัวโถเป็นหมอที่ได้รับความเคารพนักถือจากผู้คน

 

ผลงานของเขาได้สะท้อนการพัฒนาของ เเพทยศาสตร์จีนในช่วง 2000 ปีกว่าปีที่ผ่านมา หัวโถเป็นหนึ่งในหมอ ที่ใช้วิธีการทำหมดความรู้สึกทั้งกาย ยา “ยาสะลบ”ที่เขาประฏิขึ้น สามารถลดความเจ็บของผู้ป่วย  ยาชนิดนี้ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน เเต่เสียตายมากยาสะลบนี้สูนย์หายไปเเล้ว ยาสะลบนี้เสนอเงื่อนไขพร้อม จะให้เขาดำเนินการทำผ่าตัดต่างๆ อย่างราบรื่น

 

หัวโถชำนาณในการทำผ่าตัด มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเคยทำผ่าดัตให้สาวที่มีอายุ 20 ปี สาวผู้นี้มีเเผลบาดตรงหัวเข่า คันเเต่ไม่เจ็บเป็นเวลานานเป็นเวลา 7-8 ปีเเล้ว เขาเชิญหัวโถช่วยรักษาหัวโถได้ทำผ่าตัดเเละ เอาเส้นเหมือนงูออกจากเผลของเขา หลังจากนั้นเอายาปะบนเเผล อีก 7 วันก็หายเเล้ว ผู้ป่วยเเละญาติพี่น้องของเขารู้สึกซับซึ้งใจมาก ตอนนี้ มีผู้คนเห็นว่า สิ่งที่เอาออกจากร่างกายของผู้ป่วยจริงเเล้วเป็นอักเส็บ ไขกระตูก มีอีกครั้งหนึ่ง มีผู้สูงอายุผู้หนึ่งที่มีป่วยหนักเชิยเขาช่วย รักษาโรค หลังตรวจอย่างละเอียดเเล้ว หัวโถพูดกับญาตของเขาว่า โรคของผู้ป่วยหนักมาก มีเเต่การทำผ่าตัดท้องจึงหาย เเต่หลังทำผ่าตัดก็มีชีวิตไม่เกินสิบปี  เเต่ผู้ป่วยยังชวนหัวโถช่วยขจัดความป่วย หัวโถก็ช่วยเขาเเละทำผ่าตัด ความเจ็บป่วยของเขาก็ได้ผ่อนคลายลง เเต่ไม่ถึง 10 ปี ผู้ป่วยผู้นี้ก็ตายไปเเล้ว

 

ในด้านการวินิฉัย หัวโถก็มีความชำนานยอดเยี่ยม เขาสามารถวินิฉัยความเจ็บป่วยของผู้ป่วยสามารถรักษาได้หรือไม่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาอยู่ร้านอาหารเเห่งหนึ่ง  เขาได้สังเกตถึงชายผู้หนึ่งที่ชื่อเหยียนซิน ทั้งบอกเขาว่าอย่าตื่มเล่ามากเกินไป รีบกลับบ้าน ชายคนนี้ตกรถม้าคันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน หลังกลับบ้านไม่นานชายคนนี้ก็ตายไปเเล้ว มีผู้ป่วยชื่อเฉินไม่อยากกินข้าว หัวโถวินิฉัยว่าเขามีพยาธิในท้อง หัวโถให้น้ำยาให้เขากิน หลังจากนั้นไม่นานคุณเฉิน ก็ได้ถ่ายพยาธิออกมา  มีเจ้าหน้าผู้หนึ่งที่ป่วยเป็นเวลานานหลังหัวโถช่วยวินิฉัยเเล้วรู้ว่าทำให้เขาโกรษสามารถช่วยรักษาโรคเขาได้  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้ไว้จดหมายฉบับหนึ่งเต็มคำด่าให้เจ้าหน้าที่ผู้นี้ เจ้าหน้าที่ ผู้นี้อ่านเเล้วโกรษมาก ทั้งส่งคนไปประหารชีวิตหวัโถ เเต่ไ่ม่ทันกาลเขายิ่งรู้สึกโกรษมาก เเละอาเจียนเลือดดำออกมาโรคของเขาก็หายดีเเล้ว

 

การวินิจฉัยอย่างถูกต้องมีความหมายสำคัญต่อการยกคุณภาาพในการรักษาโรค การที่หัวโถให้ยาเเก่ผู้ป่วยตามสภาพต่างกันก็เป็นสาเหตุที่การได้รับความชื่นชอบจากผู้ป่วย มีอยู่ครั้งหนึ่งมีผู้ป่วยสองคน ต่างมีอาการปวดหัวเเละเป็นไข้ หลังจากหลักวินิฉัยเเล้ว หัวโถได้ให้ยาต่างกัน คนหนึ่งได้ยาช่วยถ่าย อีกคนหนึ่งให้ยาที่ออกเหงือก คนข้างๆ ต่างไม่เข้าใจ หัวโถก็อธิบายว่า เเม้ว่าสองคนนี้มีอาการเหมือนกัน เเต่คนหนึ่งเป็นหวัด อีกคนหนึ่งเป็นการย่อยอาหารไม่ได้ สาเหตุที่ป่วยต่างกัน ก็เลยให้ยาที่ต่างกัน หลังจากผู้ป่วยสองคน กินยาเเล้วก็หายดีโดยเร็ว 

 

ปัจจุบันนี้ ผู้คนให้ความสำคัญต่อการรักษาโรคด้วยการออกกำลังกาย หัวโถที่อยู่ สมัย***งจากปัจจุบัน 2000 กว่าปีก็ได้ส่งเสริมการออกกำลังกายช่วยรักษาโรค เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ช่วยให้อายุยืนยาว  “มวยสัตว์ห้าชนิด”ที่เขาประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นมาก็ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้คนมาก “มวยสัตว์ห้าชนิด” ก็เป็นมวยที่เรียนท่าเสือ ท่ากวาง ท่าหมี ท่าลิงป่า ท่านก เพื่อช่วยไหลเลือดคล่อง ป้องกันโีีรคปวดไข้เจ็บ 

 

หัวโถมีลูกศิษย์ ไม่น้อย เเละมีสามคนมีชื่อเสียงที่สุด พวกเขาก็ได้สร้างคุณูปการต่อการพัฒนาของเเพทศาสตร์ของจีน หลังหัวโถล่วงลับไปเเล้ว มีสถานที่มากมายที่เขาเคยเป็นหมอที่นั่นก็ได้ตั้งวัดระลึกหัวโถ เพื่อเเสดงความระัลึกจากผู้คนที่มีต่อหัวโถ





 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 9)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 9 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 9
20/03/2007 - 14:30

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 20/03/2007 - 14:32 ] User

หมอหัวโถ / หัวถอ







[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 28/03/2007 - 21:26 ] User

เอ่อ ขอเพิ่มเติมนึดนึงครับ

หมอฮัวโต๋ เป็นชาวเมืองไพก๊ก เป็นคนรูปงาม ผมยาว นิสัยสุภาพเรียบร้อย น้ำใจเมตตากรุณา เป็นหมอในสมัยปลายรางวงศ์ฮั่น กำเนิดในตระกูลนักศึกษา จีนโดยตรง หมอฮัวโต๋เคยถูกเสนอให้รับราชการแต่หมอฮัวโต่กลับปฎิเสธไปและถือเป็น หมอที่มีความสามารถ เก่ง และทันสมัยมากเพราะหมอในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นนั้นการรักษาโรคโดยอาศัยวิชาไสยศาสตร์ เช่นการ เซ่นไหว้และการสั่นติ้ว การสั่นติ้วคือ การเขย่าไม้ติ้ว ไม้ติ้วก็คือไม้เซียมซีที่เราเรียกในปัจจุบันแหละครับแล้วถ้าถามว่าเขย่าติ้วเพื่ออะ
ไร ก็เพื่อเสี่ยงทายว่าต้องใช้ยาอะไร ในการรักษา แล้วถ้าติ้วตกลงมาเป็นยาอะไรก็กินยานั้นเข้าไป แล้วก็จะหาย ด้วยเหตุนี้ต้องอาศัยดวงด้วยครับ หมอฮัวโต๋นั้นเป้นหมอคนแรกในประวัติศาสตร์จีนที่ไม่ได้อาศัยการรักษาแบบนั้น แต่หมอฮัวโต๋ รักษาคนไข้โดยวิธีการ วางยาสลบให้กับคนไข้ และพอ คนไข้สลบไป หมอฮัวโต๋ก็จะจัดการผ่าตัด ทันที

ดังนั้นในสมัยนั้นหมอฮัวโต๋เป็นหมอที่บุกเบิกวงการแพทย์ในปัจจุบันก็ว่าได้ หมอฮัวโต๋มีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 690-770

ครั้นจิวท่ายแม่ทัพฝ่ายง่อก๊กบาดเจ็บสาหัสจากการรบก็ได้หมอฮัวโต๋ รักษาจนหายดี พอถึงครั้นกวนอูถูกเกาทัณฑ์อาบนยาพิษ ที่ไหล่ข้างซ้าย ได้รับความเจ็บปวดทรมานมาก หมอฮัวโต๋ได้ผ่าตัดและใส่ยารักษาแผล ให้พร้อมทั้งกำชับ ให้กวนอูระงับความโกรธจนครบ 100 วัน กวนอูเชื่อฟังและปฎิบัติ ตามอาการ จึงหายสนิท

ต่อมาโจโฉ มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ให้หาหมอมารักษาจนสิ้นความรู้ ของหมอก็ไม่หาย โจโฉจึงให้ไปตามหมอฮัวโต๋มารักษา หมอฮัวโต๋ตรวจอาการแล้วบอกว่า โจโฉเป็นลมเสียดแทงในศีรษะ ต้องใช้ขวานคมๆ ผ่าศีรษะชำระโรคออกให้หมดจึง จะหาย โจโฉจึงโกรธหาว่าหมอฮัวโต๋ คบคิดกับกวนอูมาฆ่าตน และ สั่งให้จับตัวไปขังในคุก ในระหว่างที่หมอฮัวโต๋อยู่ในคุกนั้นหมอฮัวโต๋ได้มอบตำราที่แต่งขึ้นเอง ให้กับ ผู้คุม ซึ่งผูคุมนั้นได้นำไปไว้ที่บ้าน เมื่อภรรยายผู้คุมทราบ ก็ได้ต่อว่า สามีว่า แม้แต่ตัวหมอ ที่ว่าเก่งยังเอาตัวไม่รอด ท่านไปเอามา จะมี ความลำบากตามมาไม่สิ้นสุด ภายหลังจากผู้คุมออกจากบ้านเพื่อไทงาน ภรรยาผู้คุมจึงได้เอาตำราเหล่านั้นมาเผาไฟเสีย ผู้คุมกลับมาพบ คว้าจากกองไฟได้ ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเพียง ตำราเกี่ยวกับการตอนหมู ตอนไก่ ซึงมีมาถึงปัจจุบันนี้  

แต่อย่างไรก็หมอฮัวโต๋มีลูกศิษย์อยู่ 2 คน คนแรกนั้นชื่อ โงโพ้ คนที่สองนั้นชื่อ ฮ่วมอา
ทั้ง 2 คนนี้ก็มีชื่อเสียงด้วยกันทั้งสองคน
หมอโงโพ้คนนี้ได้รับวิชาดัดตนจากหมอฮัวโต๋โดยตรง ส่วนตัวหมอฮ่วมอา นั้นได้รับวิธีการฝังเข็มจากหมอฮัวโต๋โดยตรงดังนั้น หมอฮ่วมอาเก่งด้านการฝังเข้มมาก




 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 10)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 10 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 10
20/03/2007 - 14:32

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ ผู้โพส : หนี่ซัน - 20/03/2007 - 18:32 ] Guest

 เป็นประโยชน์มากเลยค่า




 
  No Image หัวข้อ : 0012-1 (No. 11)
ผู้โพส : หนี่ซัน สถานะ : ทั่วไป

Reply Number 11 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 11
20/03/2007 - 18:32
124.121.122.251
Add?  No Card  Bad Report  Delete
 

  [ ผู้โพส : ศิษย์ไท้อิดจินหยิน - 20/03/2007 - 01:10 ] Guest

ขออนุญาตโก๊ jayครับ เพิ่มเติมสัก1ท่าน

เปาบุ้นจิ้น (เปาแชเทียน)


เปาบุ้นจิ้น เป็นวีรบุรุษที่สำคัญอีกท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน กล่าวกันว่าเคยมีชีวิตอยู่จริง ระหว่างปี ค.ศ. 999 - 1062(บางตำราบอกว่าค.ศ. 1104) มีชื่อจริงว่า เปาเจิ่ง (包拯) รับราชการในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่เคารพในฐานะเทพจ้าแห่งความยุติธรรม ชาวจีนเรียกว่า เปากง ส่วนคำว่า เปาบุ้นจิ้น นั้น เป็นคำในสำเนียงแต้จิ๋ว ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า เปาอุ๋นเจิ่ง
มีประวัติเล่าว่าท่านเปารับราชการเป็นเวลา 45 ปี ในฝ่ายบริหาร เริ่มตั้งแต่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน เจ้าเมืองไคฟง เสนาบดีการคลัง เป็นต้น ประวัติของเปาบุ้นจิ้นส่วนใหญ่เน้นที่การตัดสินความ แม้ว่าความจริงแล้ว เปาบุ้นจิ้นไม่ได้มีอาชีพเป็นตุลาการก็ตาม ความเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ ทำให้ผู้คนพากันยกย่อง และคอยร้องทุกข์ต่อเปาบุ้นจิ้นเสมอ
เปาบุ้นจิ้นมีหลักในการบริหารว่า "จิตใจสะอาด บริสุทธิ์ คือหลักแก้ไขปัญหามูลฐาน ความเที่ยงตรงเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จงจดจำบทเรียนในประวัติศาสตร์ไว้ อย่าให้คนรุ่นหลังเย้ยหยันได้"
นอกเหนือจากการตัดสินคดีอย่างตรงไปตรงมาแล้ว เปากงผู้นี้ก็ยังมีชื่อเสียง ในฐานะข้าราชการตงฉิน ไม่เคยรับสินบนใดๆ แม้จะเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม
มีการเขียนยกย่องเปาบุ้นจิ้นไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์จีน ว่า "เป็นคนตรงไปตรงมา รังเกียจข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง และกดขี่ขูดรีดประชาชน แม้จะเกลียดคนเลว แต่ท่านก็มิใช่เป็นคนดุร้าย ท่านเป็นคนซื่อสัตย์และให้อภัยคนทำผิดโดยไม่เจตนา ท่านไม่เคยคบคนง่ายๆ อย่างไร้หลักการ ไม่เสแสร้งทำหน้าชื่นและป้อนคำหวานเพื่อเอาใจคน ท่านมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน จึงไม่มีฝักไม่มีฝ่าย แม้ว่ายศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่ง เสื้อผ้า เครื่องใช้และอาหารการกินก็ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อครั้งยังเป็นคนสามัญธรรมดาเลย เปาบุ้นจิ้นนับว่าเป็นคนที่มีอายุยืนยาวคนหนึ่ง เปาบุ้นจิ้นมีอายุถึง105ปีก่อนจะสิ้นใจ
ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้นนี้มีปรากฏการบันทึกไว้เพียงเล็กน้อ
แต่มีการแต่งไว้ในเรื่องพื้นบ้าน นิทาน หรือละครมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องราวเหล่านั้นแปลกออกไปเพียงใด เนื้อแท้ก็คงยังต้องการสะท้อนความจริงที่ว่าสังคมยังต้องการยกย่องคนทำดี และมีความชื่นใจที่คนทำชั่วได้รับผลกรรม
ปัจจุบัน เปาบุ้นจิ้นได้รับการเคารพยกย่องเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง ทั้งจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวจีนโพ้นทะเล และชนชาติอื่นๆ แม้กระทั่งชาวไทย
รูปเคารพที่ว่ากันว่าสร้างหลังจากเปาบุ้นจิ้นถึงแก่อนิจกรรมได้นำมาไว้ในเมืองไทยโดย
ตั้งอยู่ที่อเนกกุศลศาลา(วิหารเซียน)สัตหีบ จังหวัด ชลบุรี
ศาลไคฟง
ปัจจุบันอยู่ในอำเภอไคฟงหรือไคเฟิงเดิมจมน้ำไปแล้ว เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เป็นศาลที่ในสมัยก่อนเปาบุ้นจิ้นเคยตัดสินคดีที่นี่ โดยปัจจุบันในเวลา 9 นาฬิกา จะมีเปาบุ้นจิ้นตัวปลอม ออกมาการแสดงเปิดศาลไคฟงและออกมารับเรื่องราวร้องทุกข์ และเครื่องประหารทั้ง 3 (หัวมังกรสำหรับเชื้อพระวงศ์ หัวเสือใช้ประหารขุนนางและข้าราชการ ส่วนหัวสุนัขเอาไว้ประหารคนทั่วไป) จะจัดแสดงไว้ที่หน้าห้องตัดสินคดีความ ด้านในจะมีหุ่นขี้ผึ้งของคนในศาลไคฟง บริเวณด้านหลังที่ทำการจะมี “ชิงซินโหลว“ หรือ “บ้านใจบริสุทธิ์” เป็นหอสูง 4 ชั้น ที่ว่ากันว่าบ้านหลังนี้ คือบ้านของเปาบุ้นจิ้น โดยในหอชั้นที่ 1 จะมีรูปปั้นเปาบุ้นจิ้นอยู่ รูปปั้นนี้หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ สูง 3.8 เมตร หนัก 5.6 ตัน นับเป็นรูปปั้นที่หนักที่สุดในเมืองจีน

 







 
  No Image หัวข้อ : 0012-1 (No. 12)
ผู้โพส : ศิษย์ไท้อิดจินหยิน สถานะ : ทั่วไป

Reply Number 12 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 12
20/03/2007 - 01:10
124.121.202.55
Add?  No Card  Bad Report  Delete
 

  [ ผู้โพส : ศิษย์ไท้อิดจินหยิน - 23/03/2007 - 21:22 ] Guest

พระจักพรรดิ์คังซีมหาราช

ปีคริสต์ศักราช 1661 สมัยราชวงศ์ชิงของจีน พระจักรพรรดิคังซีขณะพระชนมายุ 8 พรรษาได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงครองราชสมบัติเป็นเวลานานถึง 61 ปี คือระหว่างปีคริสต์ศักราช 1661-1722 พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถและมีพระราชปณิธานแน่วแน่ ปราบกลุ่มอิทธิพลแบ่งแยกดินแดนภายในประเทศ ต่อต้านการรุกรานจากต่างประเทศและลงแรงพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศเข้าสู่ยุคทองครั้งสำคัญอีกครั้ง พระองค์ได้รับการถวายพระนามจากชนรุ่นหลังว่า "พระจักรพรรดิคังซีมหาราช"
มีผู้สรุปเหตุสำคัญสองประการที่ทำให้พระจักรพรรดิคังซีสามารถบริหารประเทศได้ดีว่า หนึ่งคือ พระจักรพรรดิคังซีทรงหมั่นศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ ตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงเริ่มเล่าเรียนหนังสืออย่างกว้างขวางตั้งแต่พระชนมายุ 5 พรรษา ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศาสนาและวรรณคดี พระองค์ก็โปรดศึกษาทั้งสิ้น นอกจากนี้ เป้าหมายในการศึกษาเล่าเรียนของพระองค์ก็เด่นชัดมาก นั่นก็คือ เพื่อเรียนรู้ศาสตร์แห่งการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยศึกษาจากประสบการณ์ด้านการปกครองบ้านเมืองของจักรพรรดิองค์ก่อนๆ และเพิ่มพูนคุณธรรมของพระองค์เองให้สูงส่งยิ่งขึ้น กระทั่งช่วงสุดท้ายของพระชนมชีพ พระจักรพรรดิคังซีก็ยังคงโปรดทรงหนังสืออย่างไม่หยุดยั้ง
และเหตุประการที่สองก็คือ พระจักรพรรดิคังซีทรงอุทิศพระองค์เพื่อกิจการบ้านเมืองอย่างแน่วแน่ พระองค์ทรงครองราชย์กว่า 60 ปี แทบจะทรงออกว่าราชการทุกวันก็ว่าได้ และทรงตรวจหนังสือถวายทุกคืนจนถึงเกือบสว่าง นอกจากนี้ พระจักรพรรดิคังซียังทรงรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ อย่างชาญฉลาดและเฉียบขาด ฉะนั้น บ้านเมืองภายใต้การปกครองของพระองค์จึงมีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมานานเป็นเวลา 130 ปี คือ ตั้งแต่รัชกาลพระจักรพรรดิคังซี ถึงรัชกาลพระจักรพรรดิยงเจิ้ง (องค์ชายสี่) ผู้เป็นพระโอรส จนถึงรัชกาลพระจักรพรรดิเฉียนหลง ผู้เป็นพระเจ้าหลานเธอ จนได้รับยกย่องว่าเป็น "ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองสมัยคังเฉียน" ซึ่งหมายถึง "ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองสมัยพระจักรพรรดิคังซีจนถึงพระจักรพรรดิเฉียนหลง"
ตัวอย่างเช่น สมัยนั้น อาณาจักรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนถูกกองทัพรัสเซียรุกล้ำมาเป็นเวลาหลายสิบปี ประชาชนตกอยู่ในความทุกข์ยาก เมื่อยื่นการทักท้วงไปแล้วแต่ไม่ประสบผล พระจักรพรรดิคังซีทรงมีความเฉียบขาดโปรดให้ยกทัพไปสู้รบกับรัสเซียเป็นเวลา 4 ปี ในที่สุด กองทัพของราชวงศ์ชิงเป็นฝ่ายที่มีกำลังมากกว่า พระเจ้าซาร์ของรัสเซียจำต้องจัดส่งทูตมาเจรจาสันติภาพ ปีคริสต์ศักราช 1689 สองฝ่ายได้ลงนามใน "สนธิสัญญาเนอร์ชินสค์ (Nerchinsk Treaty) ระหว่างจีนกับรัสเซีย" นับเป็นสนธิสัญญาเพียงฉบับเดียวที่มีความเสมอภาคในบรรดาสนธิสัญญาที่จีนลงนามกับต่างประเทศในประวัติศาสตร์ยุคใกล้

 และอีกตัวอย่างคือ พระจักรพรรดิคังซีเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ พระองค์ทรงส่งเสริมภาคการเกษตร ขยายพื้นที่เพาะปลูก ลดหย่อนภาษีอากรและเสริมสร้างระบบชลประทาน ด้วยความพยายามมาเป็นเวลาหลายสิบปี ภาคการผลิตทางสังคมได้รับการพัฒนาอย่างรุดหน้า ในช่วงกว่า 60 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระจักรพรรดิคังซีนั้น พื้นที่การเพาะปลูกทั่วราชอาณาจักรได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นจากกว่า 10 ล้านคนมาเป็นกว่า 20 ล้านคน คลังแผ่นดินมีเงินตราสำรองเต็มคลัง ยุ้งฉางเก็บอาหารเต็มร้อย นับเป็นยุคแห่งความเจริญสูงสุดแท้จริง.







 
  No Image หัวข้อ : 0012-1 (No. 13)
ผู้โพส : ศิษย์ไท้อิดจินหยิน สถานะ : ทั่วไป

Reply Number 13 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 13
23/03/2007 - 21:22
61.91.190.249
Add?  No Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 23/03/2007 - 21:23 ] User

ดีๆๆๆ ครับ

ไว้เดี๋ยวมีโอกาส จะขอทำเรื่อง หยี่แซ่ เหมือนกัน




 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 14)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 14 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 14
23/03/2007 - 21:23

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กหาดใหญ่ - 24/03/2007 - 19:40 ] User

จักรพรรดิเฉียนหลง 乾隆皇帝

มีเรื่องเล่ากันว่าจักรพรรดิเฉียนหลงไม่ใช่โอรสของจักรพรรดิหย่งเจิ้น แต่เป็นบุตรชายเศรษฐีแซ่เฉินในเมืองไห่หนิง วันที่พระสนมเอกขององศ์ชายหย่งเจิ้นประสูติ พอดีภรรยาของเศรษฐีเฉินก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่ง แต่ว่าพระสนมประสูติพระธิดา เมื่อหย่งเจิ้นทรงทราบข่าวก็มีราชโองการลับสั่งให้เศรษฐีเฉินอุ้มลูกเข้าเฝ้า และอ้างว่าพระสนมทรงอยากเห็นหน้าบุตรของเศรษฐีเฉิน แล้วจึงให้ขันทีอุ้มบุตรชายของเศรษฐีเฉินเข้าวังฝ่ายใน หลังจากนั้นได้สับเปลี่ยนลูกโดยเอาธิดาของพระองศ์ให้แก่เศรษฐีเฉิน แต่ก็คาดไม่ถึงบุตรชายเศรษฐีเฉินฉลาดมาตั้งแต่เกิด จึงเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิคังซีและองศ์ชายหย่งเจิ้น ในที่สุดก็ได้กลายเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่พระองศ์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เล่ากันว่าตอนที่จักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จภาคใต้เป็นครั้งที่หก ก็ได้แอบไปเยี่ยมญาติที่เมืองไห่หนิง

                จักรพรรดิเฉียนหลง เป็นจักรพรรดิที่มีพระปรีชาสามารถทางด้านการทหาร และทางด้านศิลปะที่หายากในประวัติศาสตร์จีน ทรงเสด็จเที่ยวชมเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงจนทั่ว อีกทั้งยังประทานชื่อสถานที่ต่างๆที่พระองศ์ทรงพอพระทัย นอกจากนี้แล้วจักรพรรดิเฉียนหลงยังทรงเป็นนักสะสมโบราณวัตถุชั้นเยี่ยม หนังสือ และรูปภาพ ที่อยู่ในพระราชวังส่วนใหญ่เป็นของสะสมของพระองศ์ ตอนที่พระองศ์ทรงครองราชย์ ได้มีพระราชโองการสั่งให้จัดทำ ซื่อคู่เฉวียนซู (หนังสือชุดรวม 4 ด้าน) ได้รวบรวมหนังสือทั้งหมด 3,503 ชนิด 79,337 หมวด 36,304 เล่ม  จำนวนหมวดของหนังสือเป็นสามเท่าของหย่งเล่อต้าเตี่ยน เป็นที่รวบรวมมรดกทางวัฒนธรรม และแนวคิดโบราณของประเทศจีน

                แต่จักรพรรดิเฉียนหลงโปรดความยิ่งใหญ่อลังการ และโปรดความเป็นอยู่อย่างหรูหรา พระองศ์ทรงตั้งฉายาพระองศ์เองว่า “ผู้เฒ่าครบ 10 ประการ” ในช่วงระยะที่พระองศ์ทรงครองราชย์ ทรงแต่งตั้งเหอเซินเป็นเสนาบดีนานถึง 20 ปี ส่วนเหอเซินเป็นขุนนางกังฉินที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ตลอดระยะเวลาข้าราชการทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยต่างก็ฉ้อราษฎร์บังหลวงกันทั้งสิ้น ระบบการเมืองเข้าขั้นวิกฤต ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้ประเทศจีนพ่ายแพ้สงครามฝิ่นในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกันชาวนาต่างก็ก่อการกบฏ ราชวงศ์ชิงที่คยรุ่งเรืองที่สุดกลับเสื่อมลงสู่ความพินาศ







[ เด็กหาดใหญ่ - 24/03/2007 - 19:47 ] User
ขอเพิ่มรูปครับ จักรพรรดิเฉียนหลง 乾隆皇帝





 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 15)
ผู้โพส : เด็กหาดใหญ่ สถานะ : สมาชิก

Reply Number 15 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 15
24/03/2007 - 19:40

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 25/03/2007 - 10:49 ] User

ถ้าเปรียบชาวจีนทั้งหมดเป็น “น้ำ” ใน “แม่น้ำ” สายใหญ่ จักรพรรดิเหลือง ก็คงเป็น “ต้นน้ำ” ที่กำเนิดชาวจีนทุกผู้ทุกคน
       
“จักรพรรดิเหลือง” หรือจักรพรรดิหวงตี้ (เชื่อกันว่าครองราชย์ระหว่างปี 2490-2413 ก่อนคริสตกาล) ความสำคัญของจักรพรรดิองค์นี้ก็เนื่องจากเป็นผู้ปราบปรามชนเผ่าต่างๆ และรวบรวมกันไว้ ขณะที่ก็พัฒนาด้านความเป็นอยู่ให้ชาวจีนควบคู่ไป ด้วยการแนะนำให้ทำการเกษตร เลี้ยงไหม คิดค้นเกวียน เรือ จนถึงเข็มทิศ
       
นอกจากนี้จักรพรรดิเหลืองยังมีอัฉริยภาพอีกมาก เนื่องจากเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวอักษร คิดค้นปฏิทินจีน จนถึงเครื่องมือ-เครื่องใช้อีกหลายอย่าง และะด้วยสิ่งเหล่านี้เองทำให้ชาวจีนถึงรักจักรพรรดิเหลืององค์นี้มาก จนมีเรื่องเล่าว่า เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จสวรรคต เนื่องจากพระองค์ทำความดีมาก จึงกลายเป็นเซียน แต่ขณะที่กำลังเสด็จขึ้นสวรรค์ ด้วยความรัก ชาวจีนที่อยู่บนพื้นโลกจึงพยายามดึงพระองค์เอาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ โดยสิ่งที่เหลืออยู่บนโลกก็เพียงเสื้อผ้า ที่ชาวจีนเอามาฝังไว้ที่ “สุสานจักรพรรดิเหลือง”

 

ด้วยประวัติอันยาวนานของสุสานแห่งนี้ที่มีกว่า 4-5 พันปี ทำให้ รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับสุสานแห่งนี้มากเป็นอันดับ 1 ในบรรดาสุสานทั้งหมดที่มีอยู่นับพันนับหมื่นแห่งในจีน โดยในแต่ละมีจะมีพิธีไหว้จักรพรรดิเหลืองครั้งใหญ่ 2 ครั้งโดย คือ
       
วันที่ 5 เมษายน รัฐบาลจีนจะจัดขึ้นใน ในช่วงเชงเม้ง ซึ่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะเดินทางมาสักการะองค์จักรพรรดิด้วยตนเอง ขณะที่ ในวันที่ 9 เดือน 9 หรือ 9 กันยายน วันที่ชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานระลึกถึงการส่งจักรพรรดิเหลืองขึ้นสวรรค์

 

บนทางเดินขึ้นไปถึงสุสาน เสียงระฆังดังขึ้นเป็นระยะ สองข้างทางเดิน ร่มรื่นไปด้วยต้นสนขนาดยักษ์ที่ว่ากันว่าบางต้นอายุยาวนานกว่า 4 พันปี ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความขรึมขลังให้สุสานเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ... พี่-ป้า-น้า-อา-พ่อ-แม่ ต่างจูงลูก จูงหลาน ขึ้นมาไหว้ต้นธารของบรรพบุรุษ โดยเมื่อไหว้เสร็จก็จะมีผ้า-ถุงสีเหลืองคล้องคอเอาไว้เพื่อเป็นสิริมงคล
       
ขณะที่การไหว้ก็มีพิธีรีตองพอสมควร โดยก่อนที่จะเดินผ่านประตูมังกรเข้าไปก็จะต้องไปที่ “ภูเขาเคารพจักรพรรดิ์เหลือง” ที่มีบันไดขึ้น 77 ขั้นและบันไดลง 88 ขั้น โดยตำนานว่ากันว่า หากเดินขึ้นไป 1 ครั้งก็จะต่อชีวิตให้ยืนยาวได้อีก 1 ปี
       
ต่อมา เมื่อเข้าไปถึงต้องซื้อธูปไหว้เป็นชุด 3, 6 หรือ 9 ชุด ราคาก็แตกต่างกันไป (135, 240 และ 390 หยวน ตามลำดับ) จากนั้นจึงเดินไปตีระฆัง 108 ครั้ง และเดินแตะต้นสนรอบๆ สุสาน

แน่นอนว่า เมื่อมีสุสานแล้วใกล้ๆ ก็ต้องมีวัด – ใกล้ๆ สุสานจักรพรรดิเหลืองก็มีวัดจักรพรรดิเหลืองตั้งอยู่ โดยวัดแห่งนี้นั้นมีมรดกระดับพันปีตกทอดมามากมายทั้ง ต้นสนที่จักรพรรดิเหลืองปลูก (ขนาด 7 คนโอบ) รวมไปถึงรอยเท้าของจักรพรรดิเหลือง
       
จริงๆ แล้วหากนับกันอย่างตรงไปตรงมา มรดกที่ถูกสืบทอดมาจากจักรพรรดิเหลือง คงไม่ได้มีเพียงแค่สุสาน วัด หรือสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย แต่คงเป็น ชาวจีนนับพันล้านคนที่ในวันนี้อาศัยอยู่ทั่วทุกซอกทุกมุมของโลก

 

 

 







[ jay - 25/03/2007 - 10:54 ] User
รอยเท้าองค์ปฐมจักรพรรดิ์จีน ภายในสุสาน





 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 16)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 16 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 16
25/03/2007 - 10:49

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 26/03/2007 - 14:43 ] User

เมิ่งจื่อ – 孟子 (372 – 289 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

 

เมิ่งเคอ (孟轲)นักปราชญ์จากแคว้นหลู่ ในสมัยจั้นกั๋ว (ปี 475 – 221 ก่อนคริสต์ศักราช) สนับสนุนแนวคิดขงจื่อ(孔子) ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดและกำลังสำคัญต่อการเผยแพร่แนวคิดขงจื่อในยุคต่อมา แม้ว่าเมิ่งเคอจะมีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนไม่น้อย แต่เนื่องจากแนวคิดหลักการปกครองว่าด้วยเมตตาธรรมของเมิ่งจื่อไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ปกครองแว่นแคว้นในยุคนั้น จึงได้แต่ถอนตัวออกมา บันทึกผลงานเขียนอันทรงคุณค่าไว้ให้กับชนรุ่นหลัง
       
เมิ่งจื่อหรือเม่งจื้อ เป็นตำราที่เมิ่งเคอและบรรดาสานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดทำขึ้น แม้ว่ามีลักษณะเป็นการบันทึกคำสอนคล้ายกับตำรา หลุนอวี่
(论语)ของขงจื่อ แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตำราที่มีความโดดเด่นในการใช้ภาษาที่งดงามเทียบเท่ากับ จวงจื่อ(庄子)ซึ่งเป็นสุดยอดวรรณกรรมของบรรดาปราชญ์ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ภายหลังได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดตำราที่ต้องศึกษาเพื่อสอบเข้ารับราชการหรือการสอบจอหงวนของจีน
       
แนวคิดของเมิ่งจื่อแม้ว่าเป็นไปในแนวทางเดียวกับขงจื่อ แต่ก็มีพัฒนาการที่ก้าวหน้า โดยเสนอให้ผู้ปกครองถือหลักเมตตาธรรม ให้ประชาชนได้ทำมาหากินอย่างสุขสงบ โดยให้ความสำคัญต่อราษฎรยิ่งกว่าผู้ปกครอง อันถือเป็นแนวคิดหลักของเมิ่งจื่อ
       
คุณลักษณะพิเศษของ เมิ่งจื่อ คือการยกตัวอย่างเชิงรูปธรรมที่ช่วยในการอธิบายหลักเหตุผลให้เห็นอย่างเด่นชัด บ้างเป็นคำเปรียบเทียบสั้นๆ บางครั้งเป็นนิทาน หรือสุภาษิตสอนใจ ซึ่งได้กลายเป็นสำนวน สุภาษิต คำพังเพย ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายต่อมาจวบถึงปัจจุบัน

ในภาพ "เมิ่งจื่อ"







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 17)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 17 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 17
26/03/2007 - 14:43

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 26/03/2007 - 14:45 ] User

ขงจื่อหรือขงจื๊อ

 

ขงจื่อหรือขงจื๊อ (ก่อนค.ศ. 551-479) มีชื่อตัวว่า ชิว และสมญานามว่า จ้งหนี เป็นคนแคว้นหลู่ เป็นนักคิดและนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในสมัยปลายยุคชุนชิว และเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปราชญ์ หรู่เจีย ซึ่งมีความหมายว่าบัณฑิตหรือผู้รู้

แนวคิดของขงจื่อหรือหรู่เจียนั้น มุ่งไปที่การบ่มเพาะเมตตาธรรม ความชอบธรรม และจารีตประเพณี สำหรับคำสอนที่สำคัญของขงจื่อล้วนถูกบันทึกไว้ใน “หลุนอวี่” โดยบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่าน

ขงจื่อเกิดที่แคว้นหลู่ ซึ่งเป็นที่ดินศักดินาของป๋อฉิน บุตรของโจวกงต้านแห่งแคว้นโจว แคว้นหลู่ถือว่าเป็นเมืองที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณสมัยราชวงศ์โจวได้สมบูรณ์ที่สุด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งจารีตและดนตรี”มาแต่โบราณแล้ว สถานการณ์ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและบรรยากาศทางการศึกษาของแคว้นหลู่ มีผลมากต่อการก่อรูปแนวคิดของขงจื่อ

ขงจื่อสูญเสียบิดาตั้งแต่ยังเด็ก สภาพแวดล้อมครอบครัวซึ่งเคยมีบรรพบุรุษเป็นขุนนาง ก็เสื่อมถอย แม้ว่าชีวิตจะลำบากยากเข็ญ แต่ขงจื่อตอนอายุ 15 ก็ “ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องร่ำเรียนจนสำเร็จ”

ขงจื่อ “ตั้งตนได้เมื่ออายุ 30” และเริ่มถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ แค่เอา “เนื้อตากแห้ง” เพียงเล็กน้อยมา ก็รับเป็นศิษย์แล้ว บ้างเล่าว่าท่านมีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน การสอนถ่ายทอดความรู้ของขงจื่อ ได้พลิกโฉมการศึกษาในยุคสมัยนั้น โดยทำลายธรรมเนียมการเรียนการสอนที่จำกัดอยู่เพียงที่ราชสำนัก ทำให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการศึกษาและวัฒนธรรมมากขึ้น ตามหลักฐานทางวิชาการอาจสรุปได้ว่า ขงจื่อเป็นครูโรงเรียนราษฎร์คนแรกของจีน และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านเป็นครูที่ทรงอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อชาติจีน

ขงจื่อบากบั่นเผยแพร่ความรู้อย่างไม่ท้อถอย แม้ชีวิตจะผจญอุปสรรค์มาตลอดด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ ท่านมุ่งสอนอบรมความเป็นคนที่สมบูรณ์ สร้างประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคม และต้องระเหเร่ร่อนนานถึง 14 ปีไปตามเมืองแว่นแคว้นต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความความสับสนวุ่นวายทั้งปัญหาการเมืองการห่ำหั่นแก่งแย่งอำนาจ สงครามไม่รู้จบ...เพื่อเสนอแนวคิดการสร้างสังคมที่ดีงามยุติธรรมแก่บรรดาเจ้าครองนครรัฐต่างๆ แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ กระทั่งเคยถูกกักตัวปล่อยให้อดอยากทรมาน ดังเช่นกรณีที่ขงจื่อและเหล่าศิษย์ถูกพวกนครไช่กักตัวไว้ ไม่ให้เดินทางไปช่วยราชการที่รัฐคู่อริแห่งฉู่ในราวปีที่ 489 ปีก่อนค.ศ. ในตอนนั้น จื่อลู่ศิษย์ผู้หนึ่งถึงกับถามว่า “อุดมการณ์ของท่านอาจารย์สูงส่งเกินไป จึงเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ท่านอาจารย์ควรลดอุดมการณ์ให้ต่ำลงมาสักหน่อยแต่ขงจื่อผู้ล่วงสู่วัยชราแล้วในขณะนั้น ก็ตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “...ผู้มีอุดมการณ์ที่แม้สามารถทำอุดมคติให้เป็นจริงได้ ก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เธอกำลังหวั่นไหวในการปลูกฝังคุณธรรม ทั้งกังวลว่าผู้อื่นไม่ยอมรับตนนั้น ไม่เป็นความคิดที่ต่ำไปหรือ

หลังจากกลับมาที่แคว้นหลู่เมื่ออายุ 69 ปี ชาวหลู่ยกย่องขงจื่อให้เป็น “ขุนนางอาวุโสแห่งแคว้นหลู่” เมื่อต้นสมัยหลู่อายกงกับจี้คังจื่อมักจะถามข้อราชการกับขงจื่ออยู่บ่อยๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เคยได้นำมาใช้เลย พอถึงวัยชรา ขงจื่อใช้เวลาทุ่มเทอยู่กับการจัดการประวัติศาสตร์และดำเนินการด้านการศึกษาต่อไป มาถึงสมัยหลู่อายกงปีที่ 16 (ก่อนค.ศ. 479) ขงจื่อก็ถึงแก่กรรม ร่างถูกฝังไว้ที่ซื่อสุ่ย ทางเหนือของเมืองหลู่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในมณฑลซานตง คำสอนของขงจื่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามอย่างยิ่ง ความคิดของท่านได้กลายเป็นแกนสำคัญในวัฒนธรรมความคิดที่สืบทอดต่อๆกันมาของชนชาติจีน.

 

ในภาพ "ขงจื้อ"







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 18)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 18 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 18
26/03/2007 - 14:45

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : jay - 26/03/2007 - 14:50 ] User

เหลาจื่อ

 

เกร็ดประวัติชีวิตของเหลาจื่อนั้นยากที่หาข้อพิสูจน์ เรารู้เพียงแต่ว่าเหลาจื่อ แซ่ หลี่ ชื่อตัวว่า เอ๋อร์ มีสมญาว่า ตาน เป็นคนอำเภอขู่ แคว้นฉู่ (ปัจจุบันคือเมืองลู่ในมณฑลเหอหนาน แม้แต่เรื่องที่เหลาจื่ออยู่จนถึงอายุเท่าไหร่ ก็ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจน บ้างว่า ท่านเป็นปราชญ์ร่วมยุคสมัยกับขงจื่อ ช่วงราวๆสมัยของโจวเหวินหวาง เคยเข้ารับตำแหน่งเป็น “ซีป๋อ” ดูแลแผ่นไม้ไผ่(เปรียบเหมือนหนังสือในสมัยนั้น)ที่มีอยู่ในบ้านเมือง (เท่ากับห้องสมุดแห่งชาติ ) เมื่อโจวอู่หวางขึ้นครองราชย์ เหลาจื่อก็มีหน้าที่จดบันทึกข้อคิดเห็นในการคุยของราชการที่ท้องพระโรง ในขณะนั้นเข้มงวดเรื่องชนชั้นมาก มีเพียงโจวอู่หวางที่สามารถก้มหรือนั่งได้ ส่วนเหล่าขุนนางได้เพียงแต่นั่งกับพื้นไม่มีที่เท้าหรือที่พิง แต่เหลาจื่อกลับถูกแต่งตั้งพิเศษให้เป็น “จู๋เซี่ยลี่” สามารถนั่งพิงเสาบันทึกข้อราชการได้

เมื่อถึงสมัยที่โจวเฉิงหวางปกครองบ้านเมือง เหลาจื่อให้การเผยแพร่ความรู้แก่ผู้คนไปทุกหนทุกแห่ง สรรเสริญคุณงามความดีของราชวงศ์โจว เนื่องจากผู้อาวุโสท่านนี้ เป็นพหูสูตร มีความรู้ลึกซึ้งและกว้าง ผู้คนเคารพและเลื่อมใสศรัทธา ดังนั้นท่านจึงถูกยกย่องให้เป็น “กู่เซียนเซิง” เมื่อถึงสมัยโจวจาวหวาง เรื่องราวของเหลาจื่อก็มีอายุเกือบจะถึง 100 ปี ในสมัยนั้น เหลาจื่อคาดคะเนว่าจะเกิดการสู้รบขึ้นทุกหนทุกแห่ง ทำอย่างไรก็ไม่สามารถหยุดยั้งการต่อสู้ที่ใช้กลอุบายครั้งนี้ได้ ดังนั้น ท่านจึงออกจากราชการ ขี่วัวหนุ่ม มุ่งหน้าทางทิศตะวันตกผ่านหานกู่กวาน ไปบำเพ็ญเพียรที่เขาคุนหลุน (คุนลุ้น) เมื่อตอนที่ผ่านด่านหานกู่กวาน หยินสี่หัวหน้าด่าน หานกู่กวานพอรู้ว่าเหลาจื่อจะผ่านมาก็แอบไปพบ และขอให้เหลาจื่อเขียนหนังสือให้เป็นที่ระลึก เหลาจื่อจึงเขียนหนังสือไว้ 5,000 ตัวอักษร ซึ่งก็คือคัมภีร์ “เหลาจื่อ” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” (เต๋าเต็กเก็ง) ซึ่งเป็นผลงานอันลือเลื่องและได้รับการยกย่องทั่วโลก นักปราชญ์ในรุ่นหลังได้แบ่งเต๋าเต็กเก็งเป็น 81 บท

เต๋าตามความหมายศัพท์ที่มักแปลกันคือ หนทางหรือวิถี ทว่าความหมายของเต๋าจริงๆนั้น ยากยิ่งแก่การอธิบาย ดังที่บทที่ 1 ของคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งว่าคือ ‘เต๋าที่อธิบายได้ มิใช่เต๋าที่อมตะ’ ปราชญ์ลัทธิเต๋าพยายามเสนอวิถีทางที่จะนำไปสู่สังคมสันติภาพ โดยเชื่อว่า เต๋านั้นยิ่งใหญ่ครอบคลุมคุณธรรม เมตตาธรรม ความชอบธรรม ดังที่ในคัมภีร์เต๋าเต็งเก็งบทที่ 38 บอกว่า ‘เมื่อรักษาเต๋าไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบคุณธรรม เมื่อรักษาคุณธรรมไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบเมตตาธรรม เมื่อรักษาเมตตาธรรมไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบความชอบธรรม เมื่อรักษาความชอบธรรมไว้ไม่ได้ จึงต้องหันไปสร้างกรอบแบบแผนจารีต...’

คนรุ่นหลังยกย่องให้เหลาจื่อเป็นปฐมาจารย์แห่งลัทธิเต๋า เปรียบตัวของเหลาจื่อดั่งมังกรในร่างมนุษย์ เป็นผู้ลึกลับ ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ ความคิดของเหลาจื่อกว้างขวางและลึกซึ้งมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขงจื่อเดินทางไปพบสนทนากับเหลาจื่อ และกลับสำนักด้วยอาการอ่ำอึ่ง บรรดาศิษย์เห็นอาจารย์นิ่งเงียบไปนานถึงวันสองวัน จึงถามขึ้นว่า เหลาจื่อเป็นอย่างไร ขงจื่อบรรยายถึงเหลาจื่อว่า ‘เปรียบดั่งพญามังกรผู้มีภูมิธรรมลึกซึ้งสุดหยั่ง มักโลดแล่นอยู่ในท้องนภากาศ เหาะเหินเล่นลม ซ่อนกำบังกายในหมู่เมฆ นานๆจึงปรากฏตัวเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว และไม่มีใครเคยจับตัวได้’

แม้ในปัจจุบันซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมาก ก็ยังมีนักวิจัยมากมายที่ทำการศึกษาวิจัยแนวคิดของเหลาจื่ออย่างไม่ขาดสาย ทั้งยังนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งแพร่หลายมากในโลกตะวันตก มีฉบับแปลภาษาอังกฤษมากกว่า 100 สำนวน สำหรับฉบับแปลภาษาไทยขณะนี้ มีประมาณ 20 สำนวน







 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 19)
ผู้โพส : jay สถานะ : สมาชิก

Reply Number 19 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 19
26/03/2007 - 14:50

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/03/2007 - 21:20 ] User

เอ่อ วันนี้ ผมขอร่วมนำเสนอ กวีเอกแห่งยุค ถัง

หลี่ไป๋ ครับ เชื่อว่าหลายๆคน คงรู้จักกันดี ครับ

หลีไป๋ (อังกฤษ; Li Po) (ค.ศ. 701-762) เป็นกวีจีนที่ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ถัง

หลีไป๋ได้รับการย่องย่องในฐานะ กวีอมตะ (Poet Immortal) ในประวัติศาสตร์งานประพันธ์ของจีน และยังคงมีบทกวีกว่า 1,100 ชิ้นที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ บทกวีของหลีไป๋ได้รับอิทธิพลจากจินตภาพของเต๋า และการนิยมชมชอบการดื่มสุรา เช่นเดียวกับ ตู้ฝู่ หลีไป๋ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการท่องเที่ยว ในกรณีของเขาเนื่องจากมีฐานะดีจึงสามารถท่องเที่ยวได้ ไม่ใช่เพราะว่าความยากจนจึงต้องท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ หลีไป๋เคยเล่าว่าครั้งหนึ่ง เขาได้ตกจากเรือลงไปในแม่น้ำแยงซี ขณะกำลังเมาและพยายามจะไขว่คว้าพระจันทร์

หลีไป๋เป็นลูกพ่อค้าที่ร่ำรวย สถานที่เกิดยังไม่ทราบแน่ชัด จากการสันนิษฐานน่าจะอยู่ใน Suiye ในเอเชียกลาง (Central Asia) (ปัจจุบันอยู่ที่ Tokmak, คีร์กีซสถาน) เมื่ออายุได้ 5 ขวบ ครอบครัวของเขาย้ายมาที่ Jiangyou ใกล้กับเมืองเฉิงตูในมณฑลเสฉวน (Chengdu in Sichuan province) เขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาจีนขงจื้อและเต๋า แต่เนื่องจากมรดกที่มากมายของครอบครัวของเขา ไม่ได้ช่วยให้เขาได้รับโอกาสเหมาะในการเป็นขุนนางในราชวงศ์ถัง แม้ว่าเขาจะเคยคิดจะเป็นขุนนางแต่ก็ไม่เคยไปสอบเข้ารับตำแหน่ง (the Chinese civil service examination) เขากลับเริ่มเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วจีนเมื่ออายุ 25 ปีี่ แสดงให้เห็นว่าเึขาเป็นคนรักอิสระ ไม่เหมือนสุภาพบุรุษในลัทธิขงจื้อทั่วไป ด้วยบุคคลิกนี้ทำให้เขาเป็นที่เลื่อมใสจากทั้งขุนนางและคนทั่วไป กระทั่งได้รับการแนะนำถึงจักรพรรรดิ Xuan Zong ในราวปี ค.ศ. 742

เขาได้เข้าสู่ Hanlin Academy ซึ่งขึ้นตรงปราชญ์ผู้รับใช้จักรพรรรดิ หลีไป๋อยู่ในฐานะกวีในราชสำนักได้ไม่ถึง 2 ปีก็ถูกไล่ออกโดยเหตุอันไม่ควร

หลังจากนั้นหลีไป๋ก็เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดินจีนโดยมิได้ตั้งรกรากที่ไหนอีกเลยตลอดชั่วชีวิต เขาได้พบกับตู้ฝู่ ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 744 และอีกครั้งในปีถัดมา พวกเขาไม่ได้พบกันอีกเลยหลังจากนั้นแต่ตู้ฝู่ก็ยังให้ความสำคัญต่อมิตรภาพของพวกเขาเสมอ (บทกวีของตู้ฝู่หลายบทได้เกี่ยวข้องกับหลีไป๋ ในขณะที่หลีไป๋เขียนถึงตู้ฝู่เพียงบทเดียว) ในช่วงของ Lushan Rebellion เขาได้ให้เงินช่วยเหลือกบฎต่อจักรพรรดิ (ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าทำไปเพื่อสาเหตุใด) ความล้มเหลวในการก่อกบฎส่งผลให้เขาถูกเนรเทศเป็นครั้งที่สองไปสู่ Yelang แต่เขาได้รับการให้อภัยโทษก่อนสิ้นสุดการเนรเทศ

หลีไป๋เสียชีวิตใน Dangtu (ปัจจุบันคือ Anhui) ส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาเสียชีวิตเพราะไล่จับเงาจันทร์ในแม่น้ำ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเพราะพิษตะกั่วเนื่องจากการดื่มยาอายุวัฒนะ ส่วน อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะพิษสุรา

 







[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/03/2007 - 21:31 ] User

                     หลี่ไป๋ได้เขียนมากกว่า 1,000 บทกวี และมีชื่อเสียงที่สุดในบทกวีแบบ (yue fu, 乐府) ซึ่งมีความชัดเจนและมหัศจรรย์ งานของเขาได้รับแนวคิดของเต๋า ส่งเสริมและปรับปรุงแนวคิดของเต๋า

หนึ่งในบทกวีที่มีชื่อเสียงของหลี่ไป๋ ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์ "Drinking Alone under the Moon" (月下獨酌, pinyin Yuè Xià Dú Zhuó) แสดงออกถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ

 
ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์
ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์
ไหสุราประหนึ่งดัง ดอกไม้
ไร้เพื่อนดื่มเคียงกาย ผู้เดียว
ยกจอกขึ้นเชื้อเชิญจันทร์ กระจ่างใส
ทอแสงรวมเงาข้า เป็นสาม
จันทร์เจ้าลอยเลื่อน ไม่อาจ ดื่มได้
เงาเจ้าคล้อยเคลื่อนตาม ติดไหว
นั่งร้องเพลงมากล้น สุขสันต์ เริงใจ
ก่อนฤดูไม้พรรณพฤกษ ผลิใบ
เมื่อยังไม่ดื่ม ได้จันทร์และเงาเป็นเพื่อน ดีใจ
แต่ถ้าดื่มเยอะไป เราคงต้องจากกัน
หวังว่าสักวันหนึ่ง เราสามคนคงพบกันใหม่
ในธารดารา

 

หมายเหตุครับ : ธารดารา หมายความว่า ทางช้างเผือก คร่าบ




 
  Member หัวข้อ : 0012-1 (No. 20)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 20 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 20
29/03/2007 - 21:20

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 0012-1 | ตอบ : 21 | เลขหน้า : 1 ถึง 1 | 2


WYSIWYG form OTHER form     phuketvegetarian.com  
  แสดงความคิดเห็น บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีน  
      Cut Copy Paste Bold Italic Underline Left Justify Centre Justify Right Justify Unordered List Outdent Indent Add Hyperlink
PHP infoBoard v.5 PERFECT

 
Thailand Hotels | Phuket Hotels | Bangkok Hotels
2005 - 2006 Phuket Vegetarian Festival, Phuket Thailand
Contact : Tel:+ 66 1 569 9076
Power by Phuketport.com Team