PHP infoBoard v.5 PERFECT
phuketvegetarian.com
 
อั้งยี่

[ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 23/11/2008 - 20:39 ] User

อั้งยี่

(紅字)

 

                สำหรับเรื่อง อั้งยี่นี้ผมเองก็เพิ่งได้ศึกษาเอาอย่างจริงๆจังๆ ก็เมื่อได้วิสัชนากับพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งได้ให้คำปรึกษาและแนะนำในหลายๆเรื่องราว ประกอบกับข้าพเจ้าได้ค้นเจอบันทึกของสมเด็จในกรมท่าน (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ซึ่งได้เขียนบันทึกเรื่องเล่าเอาไว้ ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาค้นความ ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาในส่วนนี้ แก่พวกเราลูกหลานจีนในเมืองไทย โดยเฉพาะ ชาวจีนในภูเก็ต และ แหลมมลายู และตอนท้าย ผมจะได้พ่วงบทความของหลวงพ่อแช่ม วัดฉลองไว้ด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ด้วย ทั้งผมจะขอแยกในส่วนที่ "งี่หิน" รบ "ปูนเถ้ากง"  ที่ภูเก็ตออก ไปลงไว้ในกระทู้เกี่ยวกับศาลเจ้าต่องย่องสู ในหมวดเปิดอ้ามทั่วไทย ในโอกาสถัดไป หากท่านใดสนใจสามารถตามเข้าไปติดตามชมได้ครับ

 

                ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา ขอย้ำอีกครั้งว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ ผมได้มาจากผู้มีความรู้หลายๆท่าน และที่สำคัญคือ จาก "นิทานโบราณคดี" พระนิพนธ์ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผมเองในฐานะที่เป็นลูกหลานอั้งยี่ผู้หนึ่ง จึงขออนุญาตนำทุกท่านเข้าสู่ เนื้อหาเกี่ยวกับอั้งยี่ ครับ







 
  Member ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง
สถานะ : สมาชิก

Reply : [ เด็กฉ้ายตึ๋ง ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
23/11/2008 - 20:39

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 23/11/2008 - 20:43 ] User

ตอนที่ ๑

กำเนิดอั้งยี่ "หวนเช็งหกเหม็ง" โค่นเช็งกู้เหม็ง

เมื่อฉัน(หมายถึงสมเด็จในกรมฯท่าน) เป็นนายพลผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกอยู่ในกรมยุทธนาธิการ  ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๐ จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๒  ได้เคยมีหน้าที่ทำการปราบปรามพวกจีนอั้งยี่ในกรุงเทพฯครั้งหนึ่ง  ต่อมาถึงสมัยฉันเป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ จน พ.ศ. ๒๔๕๘  มีหน้าที่ต้องคอยระวังพวกอั้งยี่ตามหัวเมืองอยู่เสมอบางทีต้องปราบปรามบ้างแต่ไม่มีเหตุใหญ่โตเหมือนเมื่อครั้งฉันอยู่ในกรมยุทธนาธิการ  ถึงกระนั้นก็ยังได้ความรู้เรื่องอั้งยี่มากขึ้น  ครั้นเมื่อฉันออกจากกระทรวงมหาดไทยมาจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนครมีกิจตรวจค้นโบราณคดี  พบเรื่องอั้งยี่ที่มาในเมืองไทยแต่ก่อนๆในหนังสือพงศาวดารและจดหมายเหตุเก่าหลายแห่ง  เลยอยากรู้ตำนานของพวกอั้งยี่  จึงได้ไถ่ถามผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าอั้งยี่ที่คุ้นเคยกัน คือ พระอนุวัติราชนิยม ซึ่งมักเรียกว่า "ยี่กอฮง" นั้นเป็นต้น เขาเล่าให้ฟังได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก  จึงได้ลองเขียนบันทึกเรื่องอั้งยี่ไว้บ้างหลายปีมาแล้ว  ครั้นออกมาอยู่เมืองปีนัง ฉันได้มาเห็นตำนานต้นเรื่องอั้งยี่ที่แรกเกิดขึ้นในเมืองจีน  มิสเตอร์ ปิคเกอร์ริง (Mr. W.A. Pickering)แปลจากภาษาจีน ในตำราของพวกอั้งยี่  พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษไว้ในหนังสือวารสารของสมาคมรอแยลอาเชียติก Journal of Royal Asiatic Society เมื่อ ค.ศ. ๑๘๗๘ (พ.ศ. ๒๔๒๑)  เขาเล่าถึงพวกจีนมาตั้งอั้งยี่ในหัวเมืองขึ้นของอังกฤษในแหลมมลายูเป็นอันใด  เรื่องเบื้องต้นต่อกับเรื่องอั้งยี่ที่ฉันเคยรู้มาก่อนอีกตอนหนึ่ง  จึงลองรวมเนื้อความเรื่องอั้งยี่เขียนนิทานเรื่องนี้

 

                เมื่อพวกเม่งจูได้พวกจีนไว้ในอำนาจ  ตั้งราชวงศ์ไต้เช็งครองเมืองจีนแล้ว  ถึง พ.ศ. ๒๒๐๗ พระเจ้าคังฮีได้เสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ ๒  ในรัชกาลนั้นมีพวกฮวนเฮงโน้วอยู่ทางทิศตะวันตกยกกองทัพมาตีเมืองจีน  เจ้าเมืองกรมการที่รักษาหัวเมืองชายแดนจีนต่อสู้ข้าศึกไม่ไหว  พระเจ้ากรุงจีนคังฮีจะแต่งกองทัพออกไปจากกรุงปักกิ่ง หาตัวแม่ทัพไม่ได้  จึงให้ออกประกาศว่า ถ้าใครอาสาปราบปรามพวกฮวนได้  จะประทานทองเป็นบำเหน็จ ๑๐,๐๐๐ ตำลึง และจะให้ปกครองผู้คน ๑๐,๐๐๐ ครัวเป็นบริวาร  ครั้งนั้นที่วัดแห่งหนึ่งบนเขากุ้ยเลงแขวงเมืองเกี้ยนเล้งในแดนจีนฮกเกี้ยนมีหลวงจีนอยู่ด้วยกัน ๑๒๘ องค์  ได้ร่ำเรียนรู้วิชาอาคมมาก  พากันเข้ามาอาสารบพวกฮวน  พระเจ้ากรุงจีนทรงยินดี แต่วิตกว่าหลวงจีนมีแต่ ๑๒๘ องค์ด้วยกัน พวกข้าศึกมากนัก  จึงตรัสสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อ เต็งกุนตัด คุมกองทัพไปด้วยกันกับพวกหลวงจีน  ไปรบข้าศึกที่ด่านท่งก๊วน  พวกหลวงจีนกับพวกกองทัพกรุงปักกิ่งมาชัยชนะฆ่าฟันพวกฮวนล้มตายแตกหนีไปหมด  พระเจ้ากรุงจีนจะประทานบำเหน็จรางวัลตามประกาศ  พวกหลวงจีนไม่รับยศศักดิ์และบริวาร  ขอกลับไปจำศีลภาวนาอยู่อย่างเดิม รับแต่ทอง ๑๐,๐๐๐ ตำลึงไปบำรุงวัด  พระเจ้ากรุงจีนก็ต้องตามใจ ส่วนเต็งกุนตัดขุนนางผู้ใหญ่ที่ไปช่วยพวกหลวงจีนนั้นได้รับบำเหน็จเป็นแม่ทัพใหญ่ ณ เมืองโอ๊วก๊วง

เต็งกุนตัดกับพวกหลวงจีน ๑๒๘ องค์  เคยชอบพอกันสนิทสนมมาตั้งแต่ไปรบพวกฮวน  เมื่อจะออกจากเมืองปักกิ่งแยกกันไป  เต็งกุนตัดจึงเชิญหลวงจีนทั้งหมดไปกินเลี้ยงด้วยกันวันหนึ่ง  แล้วเลยกระทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกันต่อไปในวันหน้า  ก็ในเวลานั้นมีขุนนางกังฉิน ๒ คน เคยเป็นอริกับเต็งกุนตัดมาแต่ก่อน  ทูลพระเจ้ากรุงจีนว่า เมื่อเต็งกุนตัดจะออกไปจากเมืองปักกิ่งได้ลอบกระทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องไว้กับพวกหลวงจีน ๑๒๘ องค์ดูผิดสังเกต  สงสัยว่าเต็งกุนตัดจะคิดมักใหญ่ใฝ่สูง จึงได้สาบานเป็นพี่น้องไว้กับพวกหลวงจีนที่มีฤทธิ์เดช โดยหมายจะเอาไว้ป็นกำลัง  เวลาเต็งกุนตัดออกไปเป็นแม่ทัพบังคับบัญชารี้พลมาก  ถ้าได้ช่องจะสมคบกับพวกหลวงจีนพากันยกกองทัพเข้ามาชิงราชสมบัติ  น่ากลัวคนในเมืองหลวงจะไม่กล้าต่อสู้เพราะกลัวฤทธิ์เดชของพวกหลวงจีน  พวกขุนนางกังฉินคอยหาเหตุทูลยุยงมาอย่างนั้น

 

จนพระเจ้ากรุงจีนคังฮีเห็นจริงด้วย  จึงปรึกษากันคิดกลอุบายตั้งขุนนางกังฉิน ๒ คนนั้นเป็นข้าหลวง  คนหนึ่งให้ไปยังเมืองโอ๊วก๊วง ทำเป็นทีว่าคุมของบำเหน็จไปพระราชทานเต็งกุนตัด  อีกคนหนึ่งให้ไปยังวัดบนภูเขากุ้ยเล้ง ทำเป็นทีว่าคุมเครื่องราชพลี มีสุราบานและเสบียงอาหาร เป็นต้นไปพระราชทานแก่พวกหลวงจีน ๑๒๘ องค์  เมื่อข้าหลวงไปถึงเมืองโอ๊วก๊วง เต็งกุนตัดออกไปรับข้าหลวงถึงนอกเมืองหลวงตามประเพณี  ข้าหลวงก็อ่านท้องตราว่าเต็งกุนตัดคิดกบฏต้องโทษถึงประหารชีวิต  แล้วจับตัวเต็งกุนตัดฆ่าเสีย  ฝ่ายข้าหลวงที่ไปยังภูเข้ากุ้ยเล้ง พวกหลวงจีนก็ต้อนรับโดยมีการเลี้ยงรับที่วัด  ข้าหลวงเอายาพิษเจือสุราของประทานไปตั้งเลี้ยง  แต่หลวงจีนเจ้าวัดได้กลิ่นผิดสุราสามัญ  เอากระบี่กายสิทธิ์สำหรับวัดมาจุ่มลงชันสูตร  เกิดเปลวไฟพลุ่งขึ้นรู้ว่าเป็นสุราเจือยาพิษ ก็เอากระบี่ฟันข้าหลวงตาย  แต่ขณะนั้นพวกข้าหลวงที่ล้อมอยู่ข้างนอกพากันจุดไฟเผาวัดจนไหม้โทรมหมด  พวกหลวงจีน ๑๒๘ องค์ตายอยู่ในไฟบ้าง พวกข้าหลวงฆ่าตายบ้าง  หนีรอดไปได้แต่ ๕ องค์  ชื่อ ฉอองค์หนึ่ง บุงองค์หนึ่ง มะองค์หนึ่ง โอองค์หนึ่ง ลิองค์หนึ่ง  พากันไปซ่อนตัวอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง  ในแขวงเมืองโอ๊วก๊วง ที่เต็งกุนตัดเคยเป็นแม่ทัพอยู่แต่ก่อน

 

                อยู่มาวันหนึ่ง  หลวงจีน ๕ องค์นั้งลงไปที่ริมลำธาร  แลเห็นกระถางธูปสามเขามีหูสองข้างใบหนึ่ง  ลอยมาในน้ำกำลังมีควันธูปในอากาศ  นึกหลากใจจึงลงไปยกขึ้นมาบนบกพิจารณาดู  เห็นมีตัวอักษาอยู่ที่ใต้กระถางธูปนั้น ๔ ตัว ว่า  หวน เชง หก เหม็ง  แปลว่ากำจัดเชงเสีย กลับยกเหม็งขึ้น  นึกสงสัยว่าเทวดาฟ้าและดินจะสั่งให้ทำอย่างนั้นหรืออย่างไร  ลองเสี่ยงทายดูหลายครั้งก็ปรากฏว่าให้ทำเช่นนั้นทุกครั้ง  หลวงจีนทั้ง ๕ ประจักษ์แจ้งแก่ใจดังนั้น  จึงเอาหญ้าปักต่างธูปที่ในกระถางจุดบูชา  แล้วกระทำสัตย์กันตามแบบที่เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยสัญญากันแต่ก่อน  ว่าจะช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดิน  และจะกำจัดราชวงศ์ไต้เช็งเอาบ้านเมืองคืนให้แก่ราชวงศ์ไต้เหม็งตามเดิม  เมื่อปฏิญาณกันแล้ว เห็นสมุดตำราพยากรณ์มีอยู่ในก้นกระถางด้วยก็พากันยินดี  แต่ในขณะนั้นเองพวกข้าหลวงที่เที่ยวติดตามก็ไปถึงจะเข้าล้อมจับ  พวกหลวงจีนจึงอุ้มกระถางธูปวิ่งหนีไป  เผอิญวันนั้นนางกู้ส่วยเองเมียงเต็งกุนตัดที่ถูกฆ่าตาย  พาลูกและญาติพี่น้องออกไปเซ่น ณ ที่ฝังศพเต็งกุนตัด  ในเวลากำลังเซ่นอยู่ได้ยินเหมืองเสียงคน  แลไปดูเห็นกระบี่เล่มหนึ่งโพล่ขึ้นมาจากแผ่นดิน  เอามาพิจารณาดูเห็นมีตัวอักษรจารึกที่กั่นกระบี่ว่า น่อ เล้ง โต๊ว แปลว่ามังกรสองตัวชิงดวงมักดากัน  และที่ในตัวกระบี่ก็มีอักษรจารึกว่า หวน เช็ง หก เหม็ง แปลว่าให้กำจัดราชวงศ์ไต้เช็งคืนแผ่นดินให้ราชวงศ์เหม็ง  ในเวลาที่กำลังพิจารณาตัวอักษรอยู่นั้นได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วย  นางกู้ส่วยเองก็ถือกระบี่ที่ได้ใหม่มาพาพวกพ้องออกไปดูเห็นข้าหลวงกำลังไล่หลวงจีนทั้ง ๕ องค์มา  พวกนางกู้ส่วยเองเข้าป้องกันหลวงจีน เอากระบี่ฟันถูกข้าหลวงตาย  พรรคพวกก็หนีไปหมด  นางกู้ส่วยเองกับพวกหลวงจียไถ่ถามและเล่าเรื่องฝ่ายของตนให้กันฟัง ก็รู้ว่าเป็นพวกเดียวกันมาแต่เดิม  และได้ถูกเนรคุณอย่างเดียวกัน  นางจึงให้พวกหลวงจีนอาศัยอยู่ที่บ้าน  จนเห็นการสืบจับสงบเงียบ  แล้วจึงให้หลวงจีนทั้ง ๕ กลับไปอยู่วัดตามเดิม  หลวงจีนทั้ง ๕ นี้ได้นามว่า โหวง โจ๊ว  แปลว่า บุรุษทั้ง ๕ ของอั้งยี่ต่อมา







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 1)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 1 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 1
23/11/2008 - 20:43

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : what - 25/11/2008 - 09:00 ] User

ติดตามได้จะกระทู้ >>> http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/6/0020-1.html  นี้นะครับ

"งี่หิน" รบ "ปูนเถ้ากง"

+++++++++++++

อั้งยี่ บางเหนียว vs อั้งยี่ กะทู้

(อั้งยี่ฉลอง ไม่รู้มาจากไหน จำไม่ได้ คอยติดตามเอาเองแล้วกันนะครับ)

 




 
  No Image หัวข้อ : 0052-1 (No. 2)
ผู้โพส : what สถานะ : สมาชิก

Reply Number 2 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 2
25/11/2008 - 09:00

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 25/11/2008 - 18:41 ] User

ตอนที่ ๒

เทียนตี้หวย  พรรคฟ้าดินมนุษย์

 

                ถึงตอนนี้หลวงจีนทั้ง ๕ แน่ใจว่าเทวดาฟ้าดิน  ให้คิดอ่านกูบ้านเมืองด้วยกำจัดราชวงศ์ไต้เช็ง  ก็ตั้งหน้าเกลี้ยกล่อมผู้คนให้ร่วมคิดได้พรรคพวกมากขึ้น  แต่กิติศัพท์รู้ไปถึงเจ้าเมืองกรมการก็ให้ออกไปจับ  หลวงจีนทั้ง ๕ จึงต้องหนีออกจากเมืองโอ๊วก๊วงต่อไป  ไปพบนายโจรพวกทหารเสือ ๕ คน  เมื่อได้พูดสนทนากัน พวกนายโจรก็เลื่อมใส  รับจะพาโจรบริวาลของตนมาเข้าพวกด้วย  แล้วพาหลวงจีนไปสำนักอยู่ภูเขาเหล็งโฮ้ว แปลว่า มังกรเสือ  ในเวลานั้นมีหลวงจีนองค์หนึ่งชื่อตั้งกิ๋มน้ำ เคยเรียนรู้หนังสือมากจนได้เป็นขุนนางรับราชการอยู่ในกรุงปักกิ่ง  อยู่มาสังเกตว่าราชวงศ์ไต้เช็งปกครองบ้านเมืองไม่เป็นยุติธรรม  เกิดท้อใจจึงลาออกจากราชการไปบวชเป็นหลวงจีนจำศีลศึกษาวิชาอาคมของลัทธิศาสนาเต๋าอยู่ ณ ถ้ำแป๊ะเฮาตั้ง แปลว่า นกกระสาเผือก  จนมีผู้คนนักถือมาก  วันหนึ่งลูกศิษย์ ๔ คนไปบอกข่าวว่า  หลวงจีน ๕ องค์ได้ของวิเศษ คิดอ่านจะกำจัดราชวงศ์ไต้เช็งกู้บ้านเมือง  หลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำก็ยินดีพาศิษย์ ๔ คนตามไปยังสำนักของหลวงจีน ๕ องค์ ณ ภูเขามังกรเสือ  ขอสมัครเป็นพวกร่วมคิดช่วยกู้บ้านเมืองด้วย  ในพวกที่ไปสมัครนั้นยังมีคนสำคัญอีก ๒ คน  คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มชื่อ จูฮุ่งชัก เป็นราชนัดดาของพระเช่งจง ในราชวงศ์ไต้เหม็ง  อีกคนรหนึ่งเป็นหลวงจีนชื่อ บั้งลุ้ง รูปร่างใหญ่มีกำลังวังชากล้าหาญมาก  เมื่อรวบรวมพรรพวกได้มากแล้ว  พวกคิดการกำจัดราชวงศ์ไต้เช็งจึงประชุมกันทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกันทั้งหมด  แล้วยก เจ้าจูฮุ่งชัก ขึ้นเป็นรัชทายาทราชวงศ์ไต้เหม็ง  ตั้งหลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำซึ่งเป็นผู้มีความรู้มากเป็นอาจารย์(จีนแส)  และตั้งหลวงจีนบั้งลุ้งเป็น "ตั้วเฮีย" แปลว่าพี่ชายใหญ่ และเป็นตำแหน่งจอมพล  ตัวนายนอกจากนั้นก็ให้มีตำแหน่งและคุมหมวดกองต่างๆ  แล้วพากันยกรี้พลไปตั้งอยู่ที่ภูเขาฮ่งฮวง แปลว่า ภูเขาหงส์ (จะเป็นแขวงเมืองไหนไม่ปรากฏ)  หวังจะตีเอาบ้านเมืองคืน ได้รบกับกองทัพประจำเมืองนั้น  รบกันครั้งแรก พวกกบฏมีชัยชนะตีกองทหารหลวงแตกหนีเข้าเมือง  แต่รบครั้งหลังเกิดเหตุอัปมงคลขึ้นอย่างประหลาด  ด้วยในเวลาหลวงจีนบั้งลุ้งตั้วเฮีย ขี่ม้าขับพลเข้ารบ  ม้าล้มลงจอมพลตกม้าตาย  พวกกบฏก็แตกพ่ายพากันหนีกลับไปยังเขามังกรเสือ  หลวงจีนตั้งกิ๋มน้ำผู้เป็นอาจารย์เห็นว่าเกิดเหตอันมิบังควรผิดสังเกต  ตรวจตำราดูก็รู้ว่าเป็นเพราะพระราชวงศ์ไต้เช็งยังรุ่งเรืองในตำราว่า ศัตรูไม่สามารถจะทำร้ายได้  จึงชี้แจงแก่พวกกบฏว่า  ถาจะรบพุ่งต่อไปในเวลานั้นก็ไม่สำเร็จได้ดังประสงค์  ต้องเปลี่ยนอุบายเป็นอย่างอื่น  แนะให้พวกที่ทำสัตย์สาบานกันแล้วแยกย้ายกระจายกันไปอยู่โดยลำพังตัวตามหัวเมืองต่างๆ  และทุกๆคนไปคิดตั้งสมาคมลับขึ้นในตำบลที่ตนไปอยู่  หาพี่น้องน้ำสบถร่วมความคิดกันให้แพร่หลาย  พอถึงเวลาชะตาราชวงศ์ไต้เช็งตก  ก็ให้พร้อมมือกันเข้าตีเมือง  จึงจะกำจัดราชวงศ์ไต้เช็งได้  พวกกบฏเห็นชอบด้วย  จึงตั้งสมาคมลับให้เรียกชื่อว่า "เทียนตี้หวย" แปลว่า ฟ้าดินมนุษย์  หรือเรียกโดยย่ออีกอย่าง "ซาฮะ" แปลว่า องค์สาม คือฟ้าดินมนุษย์  และตั้งแบบแผนสมาคม  ทั้งวิธีสบถสาบานรับสมาชิกและข้อบังคับสำหรับสมาชิก  กับทั้งกิริยาอาการที่จะแสดงความลับกันในระหว่างสมาชิกให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน  จึงเกิดสมาคมลับที่ไทยเราเรียกว่า "อั้งยี่" ขึ้นในเมืองจีนด้วยประการฉะนี้  รัฐบาลจีนรู้ว่าใครเป็นพวกอั้งยี่ก็จับฆ่า  ถึงอย่างนั้นพวกสมาคม "เทียนตี้หวย" หรือ "ซาฮะ" ก็ยังมีอยู่ในเมืองจีนสืบมา  รัฐบาลทำลายล้างไม่หมดได้







[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 25/11/2008 - 18:48 ] User

จากภาพเป็นกลอนคู่ที่ติดอยู่ที่ประตูใหญ่ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต

ซึ่งมีผู้รู้หลายท่านให้ความเห็นไว้ว่า เป็นรหัสลับของกลุ่มอั้งยี่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ

“ต้านชิง***้หมิง”

 




 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 3)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 3 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 3
25/11/2008 - 18:41

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 25/11/2008 - 21:12 ] User

ตอนที่ ๓

อั้งยี่ในแหลมมลายู

 

                ในหนังสือฝรั่งแต่ง  เขาว่าพวกจีนที่ทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวทำมาหากินตามต่างประเทศ  ล้วนแต่เป็นชาวเมืองชายทะเลภาคใต้ และอยู่ในพวกที่เป็นคนขัดสนทั้งนั้น  จีนชาวเมืองดอนหรือที่มีทรัพย์สินสมบูรณ์หามีใครทิ้งบ้านเมืองไปเที่ยวทำมาหากินตามต่างประเทศไม่  และว่าพวกจีนที่ทำมาหากินต่างประเทศนั้น  จีนต่างภาษามักไปประเทศที่ต่างกัน  พวกจีนจิ๋วมักชอบไปเมืองไทย  พวกจีนฮกเกี้ยนมักชอบไปเมืองชวามลายู  พวกจีนกวางตุ้งมักชอบไปอเมริกา  เมื่ออังกฤษตั้งเมืองสิงคโปร์(ตรงกับตอนปลายรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์) มีพวกจีนอยู่ในแหลมมลายูเป็นอันมากมาแต่ก่อนแล้ว  ที่มาได้ผลประโยชน์จนมีกำลังเลยตั้งตัวเป็นหลักเป็นแหล่งก็มี  ในสมันนั้นจีนที่มาเที่ยวหากินในเมืองไทยและเมืองชวามลายู มาแต่ผู้ชาย  จีนที่มาตั้งตัวเป็นหลักแหล่งมาได้ผู้หญิงชาวเมืองเป็นเมีย มีลูกเกิดด้วยสมพงศ์เช่นนั้นมลายูเรียกผู้ชายว่า "บาบ๋า" เรียกผู้หญิงว่า "ยอหยา"  ทางเมืองชวามลายู จีนผู้เป็นพ่อไม่พอใจจะให้ลูกถือศาสนาอิสลามตามแม่  จึงฝึกหัดอบรมให้ลูกทั้งชายหญิงเป็นจีนสืบตระกูลต่อมาทุกชั่ว  เพราะฉะนั้นจีนในเมืองชวามลายูจึงต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือ "จีนนอก" ที่มาจากเมืองจีนอย่าง ๑  "จีนบาบ๋า" ที่เกิดขึ้นในท้องที่อย่าง ๑ อยู่เสมอ  ผิดกับเมืองไทน เพราะเหตุที่ไทยถือพระพุทธศาสนาร่วมกับจีน  ลูกจีนที่เกิดในเมืองไทย ถ้าเป็นผู้ชายคงเป็นจีนตามอย่างพ่ออยู่เพียงชั่วหนึ่งหรือสองชั่วก็กลายเป็นไทย  แต่ลูกผู้หญิงกลายเป็นไทยตามแม่ตั้งแต่ชั่วแรก  ในเมืองไทยจึงมีแต่จีนนอกกับไทยที่เป็นเชื้อจีน  หามีจีนบาบ๋าเป็นจีนประจำอยู่พวกหนึ่งต่างหากไม่

ในสมัยเมื่ออังกฤษแรกตั้งเมืองสิงคโปร์นั้น  พวกจีนก็เริ่มตั้งอั้งยี่คือสมาคมลับที่เรียกว่า "เทียนตี้หวย" หรือ "ซาฮะ" ขึ้นในเมืองมลายูบ้างแล้ว  อังกฤษรู้อยู่ว่าวัตถุที่ประสงค์ของพวกอั้งยี่จะกำจัดราชวงศ์ไต้เช็ง  อันเป็นการในเมืองจีน  ไม่เห็นว่ามีมูลอันใดจะมาตั้งอั้งยี่ในเมืองต่างประเทศ  สืบถามได้ความว่าพวกจีนมาตั้งอั้งยี่ในมลายูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกำจัดราชวงศ์ไต้เช็ง  เป็นแต่เอาแบบแผนสมาคม "เทียนตี้หวย" ในเมืองจีนมาตั้งข้น  เพื่อจะสงเคราะห์พวกจีนที่จะมาทำมาหากินทางเมืองมลายู มิให้ต้องตกยากหรือได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกพวกมลายูกดชี่ข่มเหงเท่านั้น  อีกประการหนึ่งปรากฏว่าพวกอั้งยี่มีแต่ในพวกจีนนอก  แต่จีนที่มาตั้งตัวเป็นหลักแหลบ่งและจีนบาบ๋าที่เกิดในแหลมมลายูหาเกี่ยวข้องกับพวกอั้งยี่ไม่  อังกฤษเห็นว่าเป็นแต่สมาคมสงเคราะห์กันและกัน  ก็ปล่อยให้มีอั้งยี่อยู่ไม่ห้ามปราม   ครั้นจำเนียรกาลนานมา(ถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์)เมื่อเศรษฐกิจในแหลมมลายูเจริญขึ้น  พวกพ่อค้าที่ขุดแร่ดีบุกและทำเรือกสวนต้องการแรงงานมากขึ้น  ต่างก็เรียกหาว่าจ้างจีนในเมืองจีนมาเป็นกรรมกรมากขึ้นโดยลำดับ จำนวนจีนที่เป็นอั้งยี่ก็มีมากขึ้นและจัดแยกกันเป็นหลายเหล่า  จนเหลือกำลังผู้ที่เป็น "ตั้วเฮีย" หัวหน้าจะว่ากล่าวปกครองได้  ไม่มีใครสมัครเป็นตั้วเฮีย  พวกอั้งยี่ก็แยกกันเป็นหลายกงสีเรียกชื่อต่างกัน ต่างมีแต่ "ยี่เฮีย" (แปลว่าพี่ที่สอง) เป็นหัวหน้า เป็นอิสระแก่กัน  และอั้งยี่ต่างกงสีมักเกิดวิวาทตีรันฟันแทงกันจนรัฐบาลรำคาญ  แต่จะบังคับให้เลิกอั้งยี่ก็เกรงจะเกิดลำบากด้วยอาจเป็นเหตุให้พวกจีนในเมืองจีนหวาดหวั่น  ไม่มารับจ้างเป็นกรรมกรพอต้องการเหมือนแต่ก่อนอย่างหนึ่ง  และพวกจีนกรรมกรมีมากกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าพวกอั้งยี่ขัดขืนก็ต้องใช้กำลังปราบปรามกลายเป็นการใหญ่โตขึ้นกว่าเหตุ  อีกประการหนึ่งเห็นว่าพวกอั้งยี่เป็นแต่มักวิวาทกันเอง  หาได้ทำร้ายต่อรัฐบาลอย่างใดไม่  อังกฤษตั้งข้อบังคับควบคุมพวกอั้งยี่เป็นสายกลาง คือ ภ้าจีนตั้งสมาคมอั้งยี่หรือสาขาของสมาคมที่ไหน  ต้องมาขออนุญาตต่อรัฐบาล  บอกชื่อผู้เป็นหัวหน้าและพนักงานของสมาคมก่อน  ต่อได้รับอนุญาตจึงตั้งได้  ถ้ารัฐบาลมีกิจเกี่ยวข้องแก่พวกอั้งยี่สมาคมไหน ก็จะว่ากล่าวเอาความรับผิดชอบแก่หัวหน้าและพนักงานแก่สมาคมนั้น  แต่นั้นมาพวกอั้งยี่สมาคมต่างๆก็ตั้งกงสีของสมาคม ณ ที่ต่างๆแพร่หลาย  โดยวิธี "รัฐบาลเลี้ยงอั้งยี่" เป็นประเพณีสืบมา

(ที่เอาเรื่องอั้งยี่ในหัวเมืองขึ้นอังกฤษมาเล่าเพราะมามีเรื่องเกี่ยวข้องกับในเมืองไทยเมื่อภายหลัง  ดังจะปรากฏต่อไปข้างหน้า)







[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 25/11/2008 - 21:14 ] User

p

p

p

จากภาพด้านบน

“ตะวันฉายแสงเป็นประกายตกกระทบมังกรหวนฟื้นคืนชีพชนม์”

[

จากภาพด้านล่าง

“จันทราถ่องส่องแสงนวลยลอยู่คู่ฟ้าดิน”

q

q

q







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 4)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 4 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 4
25/11/2008 - 21:12

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 17:15 ] User

ตอนที่ ๔

แรกมีอั้งยี่ในเมืองไทย




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 17:16 ] User
ในจดหมายเหตุของไทยใช้คำเรียกอั้งยี่ต่างกันตามสมัยแต่ความไม่ตรงกับที่จริงทั้งนั้น  จึงจะแทรกคำอธิบายเรียกต่างๆลงตรงนี้ก่อน  ชื่อของสมาคมที่ตั้งในเมืองจีนแต่เดิมเรียกว่า "เทียนตี้หวย" แปลว่า "ฟ้า ดิน มนุษย์"(๑)  หรือเรียกโดยย่ออีกอย่างหนึ่งตามภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า "ซาฮะ" แปลว่า องค์สาม เป็นนามของอั้งยี่ทุกพวก  ครั้นอั้งยี่แยกกันเป็นหลายกงสี จึงมีชื่อกงสีเรียกต่างกัน เช่น งี่หิน ปูนเถ้าก๋ง งี่ฮก ตั้งกงสี ชิวลิกือ เป็นต้น  คำว่าอั้งยี่ แปลว่า "หนังสือแดง" ก็เป็นแต่ชื่อกงสีอันหนึ่งเท่านั้น  ยังมีชื่อเรียกสำหรับตัวนายอีกส่วนหนึ่ง  ผู้ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่ในถิ่นอันหนึ่งรวมกันทุกกงสี  เรียกตามภาษาฮกเกี้ยนว่า "ตั้วกอ" ตามภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า "ตั้วเฮีย" แปลว่าพี่ใหญ่  ผู้เป็นหัวหน้ากงสีเรียกว่า "ยี่กอ" หรือ "ยี่เฮีย" แปลว่าพี่ที่สอง  ตัวนายรองลงมาเรียกว่า "ซากอ" หรือ "ซาเฮีย" แปลว่าพี่ที่สาม  ในจดหมายเหตุของไทยเดิมเรียกพวกที่เข้าสมาคมเทียนตี้หวยทั้งหมดว่า "ตั้วเฮีย"  มาจนรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนคำว่า "ตั้วเฮีย" เรียก "อั้งยี่"  ในนิทานนี้ฉันเรียกอั้งยี่มาแต่ต้นเพื่อให้สะดวกแก่ท่านผู้อ่าน


[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 17:17 ] User

อั้งยี่แรกขึ้นมีในเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๓  มูลเหตุที่จะเกิดอั้งยี่นั้น  เนื่องมาแต่อังกฤษเอาฝิ่นอินเดียเข้าไปขายในเมืองจีนมากขึ้น  พวกจีนตามเมืองชายทะเลพากันสูบฝิ่นติดแพร่หลาย  จีนเข้ามาหากินในเมืองไทย ที่เป็นคนสูบฝิ่นก็เอาฝิ่นเข้ามาสูบกันแพร่หลายกว่าแต่ก่อน  เลยเป็นปัจจัยให้มีไทยสูบฝิ่นมากขึ้น  แม้จนผู้ดีที่เป็นเจ้าและขุนนางพากันสูบฝิ่นติดก็มี  ก็ในเมืองไทยมากฎหมายห้ามมาแต่ก่อนแล้วมิให้ใครสูบฝิ่ หรือซื้อฝิ่นขายฝิ่น  เมื่อปรากฏว่ามีคนสูบฝิ่นขึ้นแพร่หลายเช่นนั้น  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงดำรัสสั่งให้ตรวจจับฝิ่นตามกฎหมายอย่างกวดขัน(๒)  แต่พวกจีนและไทยที่สูบฝิ่นมีมากก็จำต้องลอบหาซื้อฝิ่นสูบ  เป็นเหตุให้คนลอบขายฝิ่นขึ้นราคาขายได้กำไรงาม  จึงมีพวกค้าฝิ่นด้วยตั้งอั้งยี่วางสมัครพรรคพวกไว้ตามหัวเมืองชายทะเลที่ไม่มีการตรวจตรา  คอยรับฝิ่นจากเรือที่มาจากเมืองจีนแล้วเอาปลอมปนกับสินค้าอื่นส่งเข้ามายังกงสีใหญ่  ซึ่งตั้งขึ้นตามที่ลี้ลับในหัวเมืองใกล้ๆกรุงเทพฯ  ลอบขายฝิ่นเป็นรายย่อยเข้ามายังพระนคร  ข้าหลวงสืบรู้ก็ออกไปจับ  ถ้าซ่องไหนมีพรรคพวกมากก็ต่อสู้จนถึงเกิดเหตุรบพุ่งกันหลายครั้ง มีปรากฎในหนังสือพงศาวดารว่า

                เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดอั้งยี่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรี และจังหวัดสมุทรสาคร  แต่ปราบปรามได้โดยไม่ต้องรบพุ่งครั้งหนึ่ง

 

                ต่อนั้มา ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๘๗  พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นที่ในป่าแสมริมชายทะเล ณ ตำบลแสมดำ  ในระหว่างปากน้ำบางปะกงกับแขวงจังหวัดสมุทรปราการต่อสูเจ้าพนักงานจับฝิ่น  ต้องให้กรมทหารปากน้ำไปปราบ  ยิงพวกอั้งยี่ตายหลายคน และจับหัวหน้าได้  อั้งยี่ก็สงบลงอีกครั้งหนึ่ง

 

                ต่อมาอีก ๓ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๙๐พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นอีกที่ตำบลลัดกรุด แขวงเมืองสมุทรสาคร  ครั้งนี้พวกอั้งยี่มีพรรคพวกมากว่าแต่ก่อน  พระยาพลเทพ(ปาน)ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานจับฝิ่น  ออกไปจับเองถูกพวกอั้งยี่ยิงตาย  จึงโปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์(๓)เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาพระคลังคุมกำลังไปปราบ  ฆ่าพวกอั้งยี่ตายประมาณ ๔๐๐ คน และจับหัวหน้าได้จึงสงบ

                ปราบพวกอั้งยี่ที่ลัดกรุดได้ไม่ถึงเดือน
 พอเดือน ๕  พ.ศ. ๒๓๙๑ พวกอั้งยี่ก็กำเริบขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทรา  คราวนี้ถึงเป็นกบฏ ฆ่าพระยาวิเศษลือชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาย  แล้วพวกอั้งยี่เข้ายึดป้อมเมืองฉะเชิงเทราไว้เป็นที่มั่น  โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ยกพลจากเมืองสมุทรสาครไปปราบ  พวกอั้งยี่ที่เมืองฉะเชิงเทราต่อสู่พ่ายแพ้  พวกจีนถูกฆ่าตายกว่า ๓,๐๐๐ คน  อั้งยี่เมืองฉะเชิงเทราจึงสงบ(๔)  ต่อมาอีก ๒ ปีก็สิ้นรัชกาลที่ ๓

เชิงอรรถ (ตอนที่ ๔)

 

(๑) ในหนังเรื่อง "หวงเฟยหง" มักได้ยิน คนแปลคนพากย์ใช้คำว่า พรรคฟ้าดิน-คือสมาคมลับต่อต้านราชวงศ์ ก็คืออันเดียวกัน "เทียนตี้หวย"

               

                (๒) การกวดขันปราบปรามฝิ่นในครั้ง ได้ฝิ่นเป็นจำนวนมาก  โปรดฯให้เอา"กลักฝิ่น"ที่ได้มาด้วยนั้นหลอมและหล่อเป็นพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ในบริเวณเชิงภูเขาทอง กรุงเทพฯ  เป็นอนุสรณ์ ผ่านไปผ่านมาแวะนมัสการบ้างนะครับ  Unseen Thailand  พระพุทธรูปองค์เดียวที่หล่อสร้างจากกลักฝิ่น

 

                (๓) สมเด็จพระบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ  บุนนาค)  เป็นบุตรเจ้าพระยามหาเสนา(บุนนาค) และเจ้าคุณนวล พระกนิษฐภคินีในกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์  เดิมเป็นนายสุจินดาหุ้มแพรมหาดเล็ก  แล้วเป็นหลวงศักดิ์นายเวร  เป็นจมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๑  แล้วเป็นพระยาสุริยวงศ์มนตรี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๒เมื่อเจ้าพระยาโกษา(สังข์)เลื่อนไปเป็นที่สมุหพระกลาโหม  จึ่งโปรดฯให้พระยาสุริยวงศ์มนตรี(ดิศ)เป็นเจ้าพระยาพระคลัง เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๒  

                ครั้นรัชกาลที่ ๓ เจ้าพระยามหาเสนา(น้อย)ถึงอสัญกรรมแล้ว  จะโปรดฯให้เจ้าพระยาพระคลัง(ดิศ)เลื่อนเป็นเจ้าพระยามหาเสนา  เจ้าพระยาพระคลัง(ดิศ)อ้างว่าเป็นเจ้าพระยามหาเสนามักจะอายุสั้นไม่ยอมรับ  จึงโปรดฯให้ว่าทั้งกลาโหมและกรมท่า  เรียกว่า เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหกลาโหม

                ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดฯให้ยกขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยา เรียกันว่าสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่  เมื่อก่อนจะทรงตั้งเจ้าพระยาพระคลังที่สมุหพระกลาโหมเป็นสมเด็จเจ้าพระยา  โปรดฯให้เรียกว่า เจ้าพระยาอัครมหาอุดมบรมวงศาเสนาบดีไปพลางก่อนจนได้ฤกษ์ ในปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔  พระราชทานราชทินนามว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ วรุตพงศนายก สยามดิลกโลกานุปาลนนาถสกลราชวราณาจักราธิเบนทร ปรเมนทรมหาราชานุกูล สรรพกิจมูลมเหศวรเชษฐามาตยาธิบดี ศรีสรณรัตนธาดา อดุลยเดชานุภาพบพิตร
                สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ เกิดเมื่อปีวอก
 พ.ศ. ๒๓๓๑  ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ปีเถาะ  พ.ศ. ๒๓๙๘ อายุ ๖๘ ปี

                (๔) มีเรื่องในเทศนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  กล่าวว่า "เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์  สิงหเสนี) ยกทัพกลับจากเมืองเขมรผ่านมาทางเมืองฉะเชิงเทรา  ได้แวะช่วยเจ้าพระยาพระคลังปราบกบฏที่เมืองฉะเชิงเทราจนสงบ  จึงยกทัพเข้าพระนคร"







[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 17:30 ] User

จากภาพด้านบน

“พระพุทธเสฏฐมุนี พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทัศน์เทพวราราม พระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งรัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นด้วยกลักฝิ่น”




 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 5)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 5 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 5
27/11/2008 - 17:15

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 17:40 ] User

ตอนที่

อั้งยี่ในเมืองไทย เมื่อรัชกาลที่ ๔

                ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตรัสปรึกษาเสนาบดีเห็นพร้อมกันว่า  การจับฝิ่นเมื่อรัชกาลที่ ๓ แม้จับกุมอย่างกวดขันมาหลายปี ฝิ่นก็ยังเข้ามาได้เสมอ  คนสูบฝิ่นก็ยังมีมากไม่หมดไป  ซ้ำเป็นเหตุให้เกิดอั้ยี่ถึงต้องรบพุ่งฆ่าฟันกันหลายครั้ง  จะใช้วิธีจับฝิ่นอย่างนั้นต่อไปเห็นจะไม่เป็นประโยชน์อันใด  จึงเปลี่ยนนโยบายเป็นตั้งภาษีฝิ่นผูกขาด คือ เฉพาะแต่รัฐบาลซื้อฝิ่นเข้ามาต้มขายเอากำไร  ให้จีนซื้อฝิ่นสูบได้ตามชอบใจ  คงห้ามแต่ไทยมิให้สูบฝิ่น

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริอีกอย่างหนึ่งว่า  ที่อั้งยี่หาพรรคพวกได้มาก เป็นเพราะพวกจีนที่ไปทำเรือกสวนหรือค้าขายอยู่ตามหัวเมืองมักถูกพวกจีนเจ้าภาษีเบียดเบียนในการเก็บภาษีและถูกคนในพื้นเมืองรังแก  ทรงแก้ไขข้อนี้ด้วยเลือกหาจีนที่ตั้งตัวได้เป็นหลักแหล่งแล้ว  และเป็นคนซื่อตรงมีคนนับถือมากตั้งเป็นตำแหน่งปลัดจีนขึ้นในกรมการตามหัวเมืองที่มีจีนมาก  สำหรับช่วยเป็นธุระและรับทุกข์ร้อนของพวกจีนขึ้นเสนอต่อรัฐบาล เมื่อทรงแก้ไขด้วยอุบาย ๒ อย่างนั้น  เหตุการณ์เรื่องอั้งยี่ก็สงบมาได้หลายปี

                แต่ถึงตอนปลายรัชกาลที่ ๔ มีอั้งยี่เกิดขึ้นด้วยเหตุอย่างอื่น  เหตุที่เกิดอั้งยี่ตอนนี้เนื่องจากประเพณีจีนเข้าเมือง  ด้วยจีนที่ทิ้งถิ่นไปทำมาหากินในต่างประเทศล้วนเป็นคนยากจนมักไปแต่ตัว  แม้เงินค่าโดยสารเรือก็ไม่มีจะเสีย  เมื่อเรือไปถึงเมืองไหน เช่น เมืองสิงคโปร์ก็ดี หรือมาถึงกรุงเทพฯก็ดี  มีจีนในเมืองนั้นที่เป็นญาติหรือเป็นเถ้าเก๋หาลูกจ้าง  ไปรับเสียเงินค่าโดยสารและรองเงินล่วงหน้าให้จีนที่เข้ามาใหม่  ไทยเรียก "จีนใหม่" ทางเมืองสิงคโปร์เรียกว่า "sing Keh"  แล้วทำสัญญากันว่าเถ้าเก๋จะรับเลี้ยงให้กินอยู่  ข้างฝ่ายจีนใหม่จะทำงานให้เปล่าไม่เอาค่าจ้างปีหนึ่ง  งานที่ทำนั้นเถ้าเก๋จะใช้เอง หรือจะให้ไปทำงานให้คนอื่น เถ้าเก๋เป็นผู้รับค่าจ้าง  หรือแม้เถ้าเก๋จะโอนสิทธิ์ในสัญญาให้ผู้อื่นก็ได้  เมื่อครบหนึ่งปีแล้วสิ้นเขตที่เป็นจีนใหม่พ้นหนี้สิน  จะรับจ้างเถ้าเก๋ทำงานต่อไป หรือไปทำมาหากินที่อื่นโดยลำพังตนก็ได้  มีประเพณีอย่างนี้มาแต่เดิม   ถึงรัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่ไทยทำหนังสือสัญญาค้าขายกับฝรั่งต่างชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ การค้าขายในเมืองไทยเจริญขึ้นรวดเร็ว  มีโรงจักรสีข้าว เลื่อยไม้ และมีการขนลำเลียงสินค้า อันต้องการแรงงานมากขึ้น  ทั้งในเวลานั้นการคมนาคมกับเมืองจีนสะดวกขึ้นด้วยมีเรือกำปั่นไปมาบ่อยๆ  พวกจีนใหม่ที่เข้ามาหากินก็มากขึ้น  จึงเป็นเหตุให้จีนในกรุงเทพฯคิดหาผลประโยชน์ด้วยการเป็นเถ้าเก๋รับจีนใหม่เข้าเมืองโดยวิธีดังกล่าวมาแล้วมากขึ้น  และการนั้นได้กำไรงาน  ก็เกิดแข่งขันเกลี้ยกล่อมจีนใหม่  พวกเถ้าเก๋ก็เลยอาศัยจีนใหม่ของตนให้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมจีนเข้ามาใหม่  ตลอดจนไปชิงกันหางานให้พวกจีนใหม่ของตนทำ  ก้เลยตั้งพวกเป็นอั้งยี่ด้วยประการฉะนี้  แต่ผิดกับอั้งยี่ในรัชกาลที่ ๓  ด้วยไม่คิดร้ายต่อรัฐบาลและมีแต่พวกละน้อยๆหลายพวกด้วยกัน

                แต่เมื่อปีเถาะ  พ.ศ. ๒๔๑๐ ก่อนจะสิ้นรัชกาลที่ ๔  มีพวกอั้งยี่กำเริบขึ้นที่เมืองภูเก็ต  แต่มิได้เกี่ยวข้องกับจีนในกรุงเทพฯ  ด้วยพวกอั้งยี่ที่เมื่อภูเก็ตขยายมาจากเมืองขึ้นของอังกฤษ  ซึ่งรัฐบาลใช้นโยบาย "เลี้ยงอั้งยี่" ดังกล่าวมาแล้ว  พวกจีนในแดนอังกฤษไปมาค้าขายกับหัวเมืองไทยทางตะวันตกอยู่เป็นนิจ  พวกอั้งยี่จึงมาเกลี้ยกล่อมจีนที่เมืองภูเก็ตให้ตั้งอั้งยี่เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน  เป็นสาขาของกงสี "งี่หิน" พวกหนึ่งมีประมาณ ๓,๕๐๐ คน  ของกงสี "ปูนเถ้าก๋ง" พวกหนึ่งประมาณ ๔,๐๐๐ คน  อยู่มามีนายอั้งยี่ทั้งสองพวกนั้นวิวาทกันด้วยชิงสายน้ำที่ทำเหมืองแร่ดีบุก(๑)  ต่างเรียกพวกอั้งยี่ของตนมารบกันที่กลางเมือง  ผู้ว่าราชการเมืองภูเก็ตห้ามก็ไม่ฟัง  จะปราบปรามก็ไม่มีกำลังพอการ  จึงโปรดฯให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ(๒)เมื่อยังเป็นที่พระยาเทพประชุนปลัดทูลฉลองกระทรวงกลาโหมเป็นข้าหลวงออกไปยังเมืองภูเก็ต  ให้ไปพิจารณาว่ากล่าวเรื่องอั้งยี่วิวาทกัน  ถ้าพวกอั้งยี่ไม่ฟังคำบังคับบัญชาให้เรียกระดมพลตามหัวเมืองปราบปรามด้วยกำลัง  แต่เมื่อเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯออกไปถึง หัวหน้าอั้งยี่ทั้งสองพวกอ่อนน้อมโดยดี  เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯว่ากล่าวระงับเหตุวิวาทเรียบร้อยแล้ว  พาตัวหัวหน้าอั้งยี่ทั้งสองกงสีรวม ๙ คนมาสารภาพผิดในกรุงเทพฯ  จึงโปรดให้ถือน้ำกระทำสัตย์สาบานว่าจะไม่คิดร้ายต่อแผ่นดิน  แล้วปล่อยตัวกลับไปทำมาหากินอย่างเดิม

                การระงับอั้งยี่วิวาทกันที่เมืองภูเก็ตครั้งนั้น  เป็นเหตุที่ไทยจะเอาวิธี "เลี้ยงอั้งยี่" อย่างที่อังกฤษจัดตามหัวเมืองในแหลมมลายูมาใช้ที่เมืองภูเก็ตก่อน  แล้วเลยเอาเข้ามาใช้ในกรุงเทพฯ เมื่อภายหลัง  แต่อนุโลมให้เข้ากับประเพณีไทยมิให้ขัดกัน  เป็นต้นว่าที่เมืองภูเก็ตนั้นเลือกจีนที่มีพรรคพวกนับถือมากมาตั้งเป็น "หัวหน้าต้นแซ่"  สำหรับนำกิจทุกข์สุขของพวกของตนเสนอต่อรัฐบาล  และควบคุมว่ากล่าวของตนตามประสงค์ของรัฐบาล คล้ายๆกับกรรมกรจีน  ที่เป็นคนมีหลักฐานมั่นคงถึงให้มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนเป็นหลวงก็มี  แต่พวกหัวหน้าต้นแซ่นั้นก็เป็นอั้งยี่พวกงี่หินหรือปูนเถ้าก๋งทุกคน  การที่จัดขึ้นเป็นแต่อย่างควบคุมอั้งยี่และให้มีพวกหัวหน้าต้นแซ่สำหรับรัฐบาลใช้ไปว่ากล่าวพวกอั้งยี่  และคอยห้ามปรามพวกอั้งยี่ต่างพวกวิวาทกัน  แต่ยังยอมให้พวกจีนตั้งอั้งยี่ได้ตามใจไม่ห้ามปราม

เชิงอรรถ (ตอนที่ ๕)

 

(๑) ขอยกไปกล่าวไว้โดยละเอียดในตอนที่ ๑๓ "งี่หิน" รบ "ปูนเถ้ากง"  ที่ภูเก็ต

() เจ้าพระยาภานุวงศมหาโกษาธิบดี เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า  นามเดิม ท้วม  เป็นบุตรสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่  ถวายตัวทำราชการเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๓  ถึงรัชกาลที่ ๔ ได้เป็นนายไชยขรรค์หุ้มแพร  แล้วเป็นจมื่นทิพรักษา  แล้วเป็นจมื่อราชามาตย์  ไปในคณะทูตไทยที่ไปเมืองอังกฤษครั้งแรก  เป็นนายงานสร้างพระนครคีรีและสะพานช้างข้ามแม่น้ำเพชรบุรี  ในปลายรัชกาลเลื่อนเป็นพระยาเทพประชุน ปลัดทูลฉลองกลาโหม  ถึงรัชกาลที่ ๕ เป็นเสนาบดีกรมท่า   เมื่อมะเส็งเอกศก  พ.ศ. ๒๔๑๒  พระราชทานสมญาว่า เจ้าพระยาภาณุวงศมหาโกษาธิบดี ศรีวิบุลยยศสุนทรศักดิ์ อัครมหาราชานุกูลกิจ วิจิตรวรปรีชาญาณ ราชสมบัติสารไพบูลยพิพัฒน์ ประทุมรัตนมุรธาธร สมุทตินคร เกษตราธิบาล สรรพดิฐการมหิศวรฤทธิธาดา เมตตาชวาภิธยาศัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ นาคนาม

 

กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ ปีระกาสัปตศก พ.ศ. ๒๔๒๘  ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ปีฉลู  พ.ศ. ๒๔๕๖


[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 17:59 ] User

(จากภาพ)

สถานที่ที่เหลืออยู่ในความทรงจำครั้น "งี่หิน" รบ "ปูนเถ้ากง"  ที่ภูเก็ต







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 6)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 6 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 6
27/11/2008 - 17:40

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 18:33 ] User

ตอนที่

อั้งยี่ในเมืองไทย เมื่อรัชกาลที่ ๕




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 18:46 ] User

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ เมื่อเดือนตุลาคม ปีมะโรง  พ.ศ. ๒๔๑๑(๑)  เวลานั้นยังทรงพระเยาว์วัย  พระชันษาเพียง ๑๖ ปี  จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม  ได้เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่ ๕ ปี

                เวลาเมื่อเปลี่ยนรัชกาลครั้งนั้น  มีเหตุต่างๆที่ทำให้รัฐบาลลำบากหลายเรื่อง  เรื่องอื่นยกไว้จะเล่าแต่เรื่องกับพวกอั้งยี่(๒)  เมื่อกำลังจะเปลี่ยนรัฐบาลมีอั้งยี่พวกหนึ่งในกรุงเทพฯต่อสู้เจ้าภาษีฝิ่นในโรงกงก๊วน ที่ริมวัดสัมพันธวงศ์  ถึงศู้รบกันขึ้นในสำเพ็ง  พอเปลี่ยนรัชกาล อั้งยี่พวกหนึ่งก็คุมกันเที่ยวปล้นราษฎรที่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรี  และท่าทางจะกำเริบขึ้นที่อื่นอีกทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมือง  สมเด็จเจ้าพระยาฯระงับด้วยอุบายหลายอย่าง  พิเคราะห์ดูก็น่าพิศวง

 

                อย่างที่หนึ่งใช้ปราบด้วยอาญา  ดังเช่นปราบอั้งยี่ที่กำเริบขึ้นในแขวงจังหวัดนครชัยศรี  เมื่อจับได้ให้ส่งเข้ามาในกรุงเทพ  เอาตัวหัวหน้าประหารชีวิตและเอาสมัครพรคพวกทั้งหมดจำคุกให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย

               

                อีกอย่างใช้อุบายขู่ให้พวกอั้งยี่กลัว  ด้วยจัดการซ้อมรบที่สนามชัน ถวายพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรบนพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ทุกสัปดาห์  ฉันยังเป็นเด็กไว้จุกเคยตาม้สด็จไปดูหลายครั้ง  การซ้อมรบนั้นบางวันก็ให้ทหารปืนใหญ่ปืนเล็กยิงปืนติดดินดำ เสียงดังสนั่นครั่นครื้น  บางวันก็ให้ทำเป็นโครงค่ายมีหุ่นรูปคนอยู่ประจำ  เอาช้างรบออกซ้อมแทงหุ่นทำลายค่าย  เวลานั้นมีช้างรบอยู่ในกรุงเทพฯสักสามสี่เชือก  ตัวหยึ่งชื่อพลายแก้ว เจ้าพระยายมราช(แก้ว)หัดที่เมืองนครราชศรีมา  กล้าหาญนัก พอเห็นยิงปืนออกมาจากค่ายก็สวนควันเข้าไปรื้อค้าย แทงรูปหุ่นมี่รักษาทำลายลง  พวกชาวพระนครไม่เคยเห็นการซ้อมรบอย่างนั้น พากันมาดูมากกว่ามาก  เกิดกิตติศัพท์ระบือไปถึงพวกอั้งยี่ ก็กลัวไม่ก่อเหตุอันใดได้จริง

 

                อุบายของสมเด็จเจ้าพระยาฯอีกอย่างหนึ่งนั้น  ขยายการบำรุงจีนอนุโลมตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงตั้งปลัดจีนตามหัวเมืองดังกล่าวมาแล้ว  และเวลานั้นมีความลำบากเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งด้วย  เพราะเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๔ มีพวกชาวจีนชาวเมืองขึ้นอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา และโปรตุเกส เข้ามาหากินในกรุงเทพฯมากขึ้น  ก็ตามหนังสือสัญญายอมให้จีนเหล่านั้นอยู่ในความป้องกันของกงสุลชาตินั้นๆ  จึงเรียกกันว่า "พวกร่มธง"  หมายความว่า "อยู่ในร่มธงของต่างประเทศ"  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สับเย๊ก" (Subject)  หมายความว่าเป็นคนของชาตินั้นๆ  ไม่ต้องอยู่ในอำนาจโรงศาลหรือในบังคับของรัฐบาลของบ้านเมือง  แม้กงสุลต่างประเทศช่วยห้ามมิให้จีนในร่มธงเป็นอั้งยี่ก็ดี  สมเด็จเจ้าพระยาฯก็ยังวิตก  เกรงว่าพวกจีนชั้นพลเมืองจะพากันอยากเข้าร่มธงฝรั่ง  เพราะฉะนั้นเมื่อเปลี่ยนรัชกาลได้ ๓ สัปดาห์ก็ประกาศตั้งศาลคดีจีนขึ้นในกรมท่าซ้าย  ให้พระยาโชฎีกราชเศรษฐี(จ๋อง  แล้วเปลี่ยนเป็นพระยาโชฎึกฯ พุก)คนหนึ่ง  หลวงพิพิธภัณฑ์วิจารณ์(ฟัก  ภายหลังได้เป็นพระยาโชฎึกฯ)คนหนึ่ง  กับหลวงพิชัยวารี(มลิ)คนหนึ่ง  (เป็นชั้นลูกจีนทั้งสามคน)เป็นผู้พิพากษา  สำหรับชำระตัดสินคดีคู่ความเป็นจีนทั้งสองฝ่าย  ด้วยใช้ภาษาจีนและประเพณีจีนในการพิจารณา  แต่ห้ามมิให้รับคดีคู่ความเป็นจีนแต่ฝ่ายเดียว  หรือคดีที่เป็นความอาญาว่ากล่าวในศาลนั้น นอกจากตั้งศาล ให้แบ่งเขตท้องมี่อันมีจีนอยู่มาก เช่น ในสำเพ็ง เป็นหลายอำเภอ  ตั้งนายอำเภอจีนประจำสำหรับอุปการะจีนในถิ่นนั้นทุกอำเภอ  ตามหัวเมืองก็ให้ปลัดจีนมีอำนาจว่ากล่าวคดีจีน  อำเภอที่มีจีนอยู่มากก็ตั้งหัวหน้าให้เป็นตำแหน่ง "กงสุลจีนในบังคับสยาม" สำหรับเป็นผู้อุปการะจีนอยู่ในอำเภอนั้นๆ

                ส่วนมากการควบคุมพวกอั้งยี่นี้น  สมเด็จเจ้าพระยาฯก็อนุโลมเอาแบบอย่างอังกฤษ "เลี้ยงอั้งยี่" ในแหลมมลายูมาใช้  ปรากฏว่าให้สืบเอาตัวจีนเถ้าเก๋ที่เป๋นหัวหน้าอั้งยี่ได้ ๑๔ คน  แล้วตั้งข้าหลวง ๓ คน คือ เจ้าพระยาภาณุวงศ์ เมื่อยังเป็นพระยาเทพประชุน(ซึ่งเคยปราบอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ต)คนหนึ่ง  พระยาโชฎึกราชเศรษฐีคนหนึ่ง  พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง(เนียม)ซึ่งเป็นผู้บังคับการกองตระเวน(โปลิศ)ในกรุงเทพฯคนหนึ่ง  พร้อมด้วยขุนนางเจ้าภาษีอีกบางคน  พาพวกหัวหน้าอั้งยี่ ๑๔ คนนั้นไปทำพิถือน้ำกระทำสัตย์ในวิหารหลวงพ่อโต ณ วัดกัลยาณมิตรซึ่งจีนนับถือมาก  รับสัญญาว่าจะไม่คิดประทุษร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัว  และจะคอยระวังพวกอั้งยี่ของตนมิให้คิดร้ายด้วย  แล้วปล่อยตัวไปทั้ง ๑๔ คน  แต่นั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯก็เอาพวกหัวหน้าอั้งยี่เหล่านั้นเป็นคนรับใช้สอยของท่านให้ตรวจตราว่ากล่าวมิให้พวกอั้งยี่กำเริบ  ก็สำเร็จประโยชน์ได้อย่างประสงค์  พวกอั้งยี่ก็เรียบร้อยเพราะใช้วิธี "เลี้ยงอั้งยี่" มาตลอดเวลาสมเด็จเจ้าพระยาฯมีอำนาจในราชกาลแผ่นดิน




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 18:48 ] User

เชิงอรรถ (ตอนที่ ๖)

 

                () เมื่อทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกทรงใช้พระนามาภิไธย ว่า "พระบาทสมเด็จฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว"  สำหรับจารึกพระสุพรรณบัฏ  ต่อทำพระบรมราชาภิเษกครั้งหลังปีระกา  จึงโปรดให้แก้พระนามาภิไธยบางคำ  และเปลี่ยนลงท้ายพระนามว่า "พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 27/11/2008 - 19:15 ] User

(จากภาพ)

บริเวณกำแพงเมืองฉะเชิงเทราเก่า ซึ่งตรงนี้เคยเป็นป้อมสร้างสมัย ร. แล้วตอน ร.๕ ก็ใช้เป็นที่ตั้งกองทัพปราบกบฏอั้งยี่ แต่ตอนนี้ได้ปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะแล้ว







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 7)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 7 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 7
27/11/2008 - 18:33

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 28/11/2008 - 07:07 ] User

ตอนที่

อั้งยี่กำเริบที่เมืองระนองและภูเก็ต

                ถึงปีชวด  พ.ศ.๒๔๑๙  เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลที่ ๕  เกิดลำบากด้วยพวกจีนอั้งยี่ที่เป็นกรรมกรที่ทำเหมืองแร่ดีบุกที่เมืองระนอง  และเมืองภูเก็ตกำเริบคล้ายกับเป็นกบฏต้องปราบปรามเป็นการใหญ่โต  แต่ว่าพวกอั้งยี่ทางหัวเมืองในแหลมมลายูเป็นสาขาขอพวกอั้งยี่กงสี "งี่หิน" และกงสี "ปูนเถ้าก๋ง" ในแดนอังกฤษมาตั้งขึ้นในเมืองไทยไม่ได้ติดต่อกับพวกอั้งยี่ในกรุงเทพฯดังกล่าวมาแล้ว  ในเรื่องปราบอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ตเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ นั้นแล้ว  แต่ครั้งนั้นมาการทำเหมืองแร่ดีบุกที่เมืองระนองกับเมืองภูเก็ตเจริญขึ้น  มีพวกจีนกรรมกรเข้ามารับจ้างขุดขนดีบุกมากขึ้นเป็นลำดับมา  จนที่เมืองระนองมีจำนวนจีนกรรมกรกว่า ๓,๐๐๐ คน และที่เมืองภูเก็ตมีจำนวนจีนกรรมกรหลายหมื่น  มากกว่าจำนวนราษฎรไทยที่อยู่ในตัวเมืองทั้งสองแห่ง  ตามบ้านนอกพวกจีนกรรมกรไปรวมกันรับจ้างขุดแร่อยู่ที่ไหน  ทั้งพวกงี่หินและพวกปูนเถ้าก๋งตั้งก็ไปตั้งกงสีอั้งยี่พวกของตนขึ้นที่นั่น  มีนายรองปกครองขึ้นต่อผู้ที่รัฐบาลตั้งเป็นหัวหน้าต้นแซ่  ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นฐานอยู่ในเมือง  จึงมีกงสีอั้งยี่อยู่ตามเหมืองแร่แถบทุกแห่ง  พวกหัวหน้าต้นแซ่ก็ช่วยรัฐบาลรักษาความสงบเงียบเรียบร้อยตลอดมา  แต่เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ นั้น  เผอิญดีบุกตกราคา  พวกนายเหมืองขายดีบุกได้เงินไม่พอให้ค่าจ้างกรรมกร  จึงเกิดเหตุขึ้นที่เมืองระนองก่อน

                ปรากฏว่าเมื่อเดือน ๓ แรม ๑๔ ค่ำ  ถึงตรุษจีนพวกกรรมกรที่เป็นอั้งยี่ปูนเถ้าก๋งพวกหนึ่ง  ไปทวงเงินต่อนายเหมือง ขอให้ชำระหนี้สินให้สิ้นเชิงตามประเพณีจีน  นายเหมืองไม่มีเงินพอจะให้ขอผ่อนผัด  พวกกรรมกรจะเอาเงินให้จงได้ก็เกิดทุ่มเถียง จนเลยวิวาทกันขึ้น  พวกกรรมกรฆ่านายเหมืองตาย  ชะรอยผู้ตายจะเป็นตัวนายคนหนึ่ง  พวกกรรมกรตกใจเกรงว่าจะถูกจับกุมเอาไปลงโทษ  ก็พากันถือเครื่องศาสตราวุธหนีออกจากเมืองระนอง  หมายว่าจะเดินบกข้ามภูเขาบรรทัดไปหาที่ซ่อนตัวอยู่ที่เหมืองแร่ในแขวงเมืองหลังสวน  เมื่อไปถึงด่าน พวกชาวด่านเห็นกิริยาอาการผิดปกติ  สงสัยว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย  จะเอาตัวมาให้ไตร่สวนที่ในเมืองก็เกิดวิวาทกันขึ้น  คราวนี้ถึงยิงกันตายทั้งสองข้าง  พวกชาวด่านจับจีนได้ ๘ คคุมตัวเข้ามายังเมืองระนอง  ถึงกลางทางพวกจีนกรรมกรเป็นอันมาก พากันมากรุ้มรุมแทงฟันพวกชาวด่าน  ชิงเอาพวกจีนที่ถูกจับไปได้หมด  แล้วพวกจีนกรรมกรก็เลยเป็นกบฏ รวบรวมกันประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ คน  ออกจากเหมืองแร่เข้ามาเที่ยวไล่ฆ่าคน  และเผาบ้านเรือนในเมืองระนอง  พระยาระนองไม่มีกำลังพอจะปราบปรามก็ได้แต่รักษาบริเวณศาลากลางอันเป็นสำนักรัฐบาลไว้  พวกจีนกบฏจะตีเอาเงินในคลังไม่ได้ก็พากันเที่ยวเก็บเรือทะเลบรรดามีที่เมืองระนอง  และไปปล้นฉางเอาข้าวบรรทุกลงในเรือ  แล้วพากันลงเรือแล่นแล่นหนีไปทางทะเลประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ คน  ที่ไปทางเรือไม่ได้ก็พากันไปทางบก  หนีไปยังเหมืองแร่ในแขวงหลังสวนประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ คน  พอประจวบกับเวลาเรือรบไปถึงเมืองระนอง  เหตุที่อั้งยี่เมืองระนองเป็นกบฏก็สงบลง ไม่ต้องรบพุ่งปราบปราม  เพราะเป็นกบฏแต่พวกปูนเถ้าก๋งหนีไปหมดแล้ว  พวกงี่หินที่ยังอยู่ก็หาได้เป็นกบฏไม่

 

                แต่ที่เมืองภูเก็ตมีจีนกรรมกรหลายหมื่น  จำนวนมากกว่าเมืองระนองหลายเท่า  และพวกจีนก็มีเหตุเดือดร้อนด้วยดีบุกตกราคาเช่นเดียวกันกับเมืองระนอง  ทั้งยังมีเหตุอื่นนอกจากนั้นด้วยพวกอั้งยี่ปูนเถ้าก๋งสงสัยว่าเจ้าเมืองลำเอียงเข้าข้างพวกงี่หิน  มีความแค้นเคืองอยู่บ้างแล้ว  พอพวกอั้งยี่ที่หนีมาจากเมืองระนองมาถึงเมืองภูเก็ต  แยกย้ายกันไปเที่ยวอาศัยอยู่ตามโรงกงสีอั้งยี่พวกของตนตามตำบลจ่างๆ  ไปเล่าว่าเกือบจะตีเมืองระนองได้  หากเครื่องยุทธภัณฑ์ไม่มีพอมือจึงต้องหนีมา  ก็มีพวกหัวโจกตามกงสีต่างๆชักชวนพวกอั้งยี่ในกงสีของตนให้รวมกันตีเมืองภูเก็ตบ้าง  แต่ปกปิดมิให้พวกหัวหน้าต้นแซ่รู้  ก็รวมได้แต่บางกงสีไม่พรักพร้อมกัน   ในเวลานั้นพระยามนตรีสุริยวงศ์(ชื่น  บุนนาค) เมื่อยังเป็นเจ้าหมื่นเสมอใจราชหัวหมื่นมหาดเล็ก  เป็นข้าหลวงประจำหัวเมืองฝ่ายตะวันตกทั้งปวงอยู่ ณ เมืองภูเก็ต  มีเรือรบ ๒ ลำ กับโปลิศสำหรับรักษาสำนักรัฐบาลประมาณ ๑๐๐ คนเป็นกำลัง  ส่วนการปกครองเมืองภูเก็ตนั้น  พระยาวิชิตสงคราม(ทัด)ซึ่งเป็นพระยาภูเก็ตอยู่จนแก่ชราจึงเลื่อนขึ้นเป็นจางวาง  แต่ก็ยังว่าราชการและผูกภาษีผลประโยชน์เมื่อภูเก็ตอยู่อย่างแต่ก่อน  เป็นผู้ที่พวกจีนกรรมกรเกลียดชังว่าเก็บภาษีให้เดือดร้อน  แต่หามีใครคาดว่าพวกจีนกรรมกรจะกำเริบไม่

                แต่แรกเกิดเหตุเมื่อเดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙  เวลาบ่ายวันนั้น  กลาสีเรือรบพวกหนึ่งขึ้นไปบนบกไปเมาสุรา  เกิดทะเลาะกับพวกจีนที่ในตลาดเมืองภูเก็ตแต่ไม่ทันถึงทุบตีกัน  มูลนายเรียกกลาสีพวกนั้นกับไปลงเรือเสียก่อน  ครั้นเวลาค่ำมีกลาสีพวกอื่น ๒ คนขึ้นไปบนบก  พอพวกจีนเห็นก็กลุ้มรุมทุบตีแทบปางตาย  โปลิศไประงับวิวาทจับได้จีนที่ตีกลาสี ๒ คนเอาตัวเข้าไปส่งข้าหลวง ในไม่ช้าก็มีจีนพวกใหญ่ประมาณ ๓๐๐ คนซึ่งรวมกันอยู่ในตลาด  ถือเครื่องศัสตราวุธพากันไปรื้อโรงโปลิศ  แล้วเที่ยวปล้นบ้านเผาวัดและเรือนไทยที่ในเมือง  พบไทยที่ไหนก็ไล่ฆ่าฟัน  พวกไทยอยู่ในเมืองมีน้อยกว่าจีนก็ได้แต่พากันหนีเอาตัวรอด  ฝ่ายพวกจีนได้ทีก็เรียกกันเพิ่มเติมเข้ามาจนจำนวนกว่า ๒,๐๐๐ คน  แล้วยังตามกันยกเข้ามาหมายจะปล้นสำนักงานรัฐบาล  และบ้านพระยาวิชิตสงคราม  เป็นการกบฏออกหน้า   พระยาวิชิตสงครามอพยพครอบครัวหนีเอาตัวรอดไปได้  แต่พระยามนตรีฯไม่หนี  ตั้งต่อสู้อยู่ในบริเวณสำนักรัฐบาลและรักษาบ้านพระยาวิชิตสงครามซึ่งอยู่ติดต่อกันไว้ด้วย  ให้เรียกไทยบรรดามีในบริเวณศาลารัฐบาล  และถอดคนโทษมี่ในเรือนจำออกมาสมทบกับโปลิศซึ่งมีอยู่ ๑๐๐ คน  แล้วได้พาทหารเรือในเรือรบขึ้นมาช่วยอีก ๑๐๐ คน  รวมกันรักษาทางที่พวกจีนจะเข้ามาได้  และเอาปืนใหญ่ตั้งจุกช่องไว้ทุกทาง  แล้วให้ไปเรียกจีนพวกหัวหน้าต้นแซ่ซึ่งอยู่ในเมืองเข้ามาประชุมกันที่ศาลารัฐบาลในค่ำวันนั้น  และรีบเขียนจดหมายถึงหัวเมืองอื่นๆที่ใกล้เคียงให้ส่งกำลังมาช่วย  และมรีหนังสือส่งไปตีโทรเลขที่เมืองปีนังบอกข่าวเข้ามายังกรุงเทพฯ  และมีจดหมายบอกอังกฤษเจ้าเมืองปีนังให้กักเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ อย่าให้พวกจีนส่งมายังเมืองภูเก็ต  ให้คนถือหนังสือลงเรือเมล์และเรือใบไปยังเมืองปีนัง  และที่อื่นๆที่สามารถจะไปได้

                ในค่ำวันนั้นพวกจีนหัวหน้าต้นแซ่พากันเข้ามายังศาลารัฐบาลตามคำสั่งโดยมาก  และรับจะช่วยรัฐบาลตามแต่พระยามนตรีฯจะสั่งให้ทำประการใด  พระยามนตรีฯจึงสั่งให้พวกหัวหน้าเขียน "ตั๋ว" ออกไปถึงพวกแซ่ของต้นที่มากับพวกผู้ร้าย  สั่งให้กลับไปที่อยู่ของตนเสียตามเดิม  มีทุกข์ร้อนอย่างไรพวกหัวหน้าต้นแซ่จะช่วยแก้ไขให้โดยดี  ก็มีพวกกรรมกรเชื่อฟังพากันกลับไปเสียมาก  พวกที่ยังเป็นกบฏอยู่น้อยตัวลง  ก็ไม่กล้าเข้าตีศาลารัฐบาล  พระยามนตรีฯจึงจัดให้จีนหัวหน้าต้นแซ่คุมจีนพวกของตัวตั้งเป็นกองตระเวนคอยห้ามปรามอยู่เป็นแห่งๆที่ในเมืองก็สงบไป  แต่พวกจีนกบฏที่มีหัวโจกชักนำไม่เชื่อฟังหัวหน้าต้นแซ่  เมื่อเห็นว่าจะตีศาลารัฐบาลไม่ได้ก็คุมกันเป็นพวกๆแยกกันไปเที่ยวปล้นทรัพย์เผาเรือนพวกชาวเมืองต่อออกไถงตามบ้านนอก  ราษฎรน้อยกว่าก็ได้แต่หนีเอาตัวรอด  ก็เกิดเป็นจลาจนทั่วไปทั้งเมืองภูเก็ต  มีแต่ที่บ้านฉลองแห่งเดียว  ชาวบ้านได้สมภารวัดฉลองเป็นหัวหน้า อาจต่อสู้ชนะพวกจีนแม้พระยามนตรีก็มีกำลังเพียงจะรักษาศาลารัฐบาล  ยังไม่สามารถจะปราบพวกจีนกบฏตามบ้านนอกได้

 

                เมื่อรัฐบาลในกรุงเทพฯได้รับโทรเลขว่าเกิดกบฏที่เมืองภูเก็ต  จึงโปรดฯให้พระยาประภากรวงศ์(ชาย  บุนนาค)เมื่อยังเป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถหัวหมื่นมหาดเล็ก  เป็นข้าหลวงใหญ่มีอำนาจบังคับบัญชาการปราบอั้งยี่ได้สิทธิขาด  (เพราะพระยามนตรีฯเป็นลูกเขยพระยาวิชิตสงคราม เกรงจะบังคับการไม่ได้เด็ดขาด  ต่อภายหลังจึงทราบว่าพระยามนตรีฯต่อสู้จึงไม่เสียเมืองภูเก็ต)  คุมเรือรบกับทหารและเครื่องสัสตราวุธยุทธภัณฑ์เพิ่มเติมออกไป  พระยาประภาฯไปถึงเมืองภูเก็ตก็ไปร่วมมือกับพระยามนตรีฯ  ช่วยกันรวบรวมรี้พลทั้งไทยและมลายูที่ไปจากหัวเมืองปักษ์ใต้ไปเข้าเป็นกองทัพ  และเรียกพวกเจ้าเมืองที่ใกล้เคียงไปประชุมปรึกษากัน  ให้ประกาศว่าจะเอาโทษแต่พวกที่ฆ่าคนและปล้นสะดม  พวกกรรมกรที่ไม่ได้ประพฤติร้ายเช่นนั้น  ถ้ามาลุแก่โทษต่อหัวหน้าต้นแซ่และกลับไปทำการเสียโดยดีจะไม่เอาโทษ  พวกจีนที่เป็นแต่ชั้นสมพลก็พากันเข้ามาลุแก่โทษโดยมาก  จับได้ตัวหัวโจกและที่ประพฤติร้ายบ้าง  แต่โดยมากพากันหลบหนีจากเมืองภูเก็ตไปตามเมืองในแดนอังกฤษ  การจลาจลที่เมืองภูเก็ตก็สงบ

 

                ในครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดฯปูนบำเหน็จให้เจ้าหมื่นเสมอใจราช(ชาย  บุนนาค)เลื่อนขึ้นเป็นพระยาประภากรวงศ์  ให้เจ้าหมื่นเสมอใจราช(ชื่น  บุนนาค) เลื่อนขึ้นเป็นพระยามนตรีสุริยวงศ์  ตำแหน่งจางวางมหาดเล็กและได้รับพระราชทานพานทองเสมอกันทั้ง ๒ คน  พวกกรมการที่ได้ช่วยรักษาเมืองภูเก็ตนั้น  พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์บ้าง เลื่อนบรรดาศักดิ์บ้าง  ตามควรแก่ความชอบ  ที่เป็นหัวหน้าต้นแซ่ซึ่งได้ช่วยราชการครั้งนั้น โปรดฯให้สร้างเหรียญตืดอกเป็นเครื่องหมายความชอบซึ่งมาเปลี่ยนเป็นเหรียญดุษฎีมาลาภายหลัง)พระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบทุกคน  แต่นั้นพวกอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ตก็ราบคาบ




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 28/11/2008 - 07:20 ] User

(จากภาพ)

โบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 8)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 8 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 8
28/11/2008 - 07:07

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 28/11/2008 - 07:39 ] User

ตอนที่

อั้งยี่งี่หินหัวควาย

 

       เมื่อระงับอั้งยี่ที่เมืองระนองกับเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นกบฏเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ เรียบร้อยแล้ว  ต่อมาอีก ๙ ปีถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ เกิดอั้งยี่กำเริบขึ้นตามหัวเมืองในแหลมมลายูอีกครั้งหนึ่งแต่เป็นอย่างแปลกประหลาดผิดกับที่เคยมีมาแต่ก่อน  ด้วยพวกอั้งยี่ล้วนเป็นไทยไปเอาอย่างจีนมาตั้งอั้งยี่ขึ้นเรียกพวกตัวเองว่า "งี่หินหัวควาย"  แต่ในทางราชการใช้ราชาศัพท์เรียกว่า "งี่หินหัวกระบือ"  หัวหน้ามักเป็นพระภิกษุซึ่งเป็นสมภารอยู่ตามวัด  เอาวัดเป็นกงสีที่ประชุม  จะมีขึ้นในเมืองไหนก่อนไม่ทราบแน่  แล้วผู้ต้นคิดแต่งพรรคพวกไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมผู้คน คือสมภารตามวัดโดยเฉพาะให้ตั้งอั้งยี่งี่หินหัวควายขึ้นตามเมืองต่างๆทางเมืองปักษ์ใต้ตั้งแต่เมืองกำเนิดนพคุณ เมืองปทิว เมืองชุมพร เมืองหลังสวน เมืองไชยา ลงไปจนเมืองกาญจนดิฐ  ทางฝ่ายเมืองตะวันตกก็เกิดที่เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า เมืองคีรีรัตนนิคม และเมืองถลาง  ก็แต่ธรรมดาของการตั้งอั้งยี่เหมาะแต่กับจีน  เพราะเป็นชาวต่างประเทศมาหากินอยู่ต่างด้าว จึงรวมเป็นพวกเพื่อป้องกันตัวมิให้ชาวเมืองข่มเหงอย่างหนึ่ง  เพราะพวกจีนมาหากินเป็นกรรมกรอาศัยเลี้ยงชีพแต่ด้วยค่าจ้างที่ได้มาจากค่าแรงงาน  จึงรวมกันเป็นพวกเพื่อมิให้แย่งงานกันทำ  และมิให้ผู้จ้างเอาเปรียบลดค่าจ้างโดยอุบายต่างๆ  ตลอดจนสงเคราะห์กันในเวลาต้องตกยาก  พวกจีนชั้นเลวจึงเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนที่จะเข้าเป็นอั้งยี่  แต่ไทยเป็นชาวเมืองนั้นเองต่างมีถิ่นฐานทำการงานหาเลี้ยงชีพได้โดยอิสระลำพังตน  ไม่มีกรณีที่ต้องเกรงภัยเหมือนอย่างพวกจีนกรรมกร  การที่ตั้งอั้งยี่เป็นแต่พวกคนพาล ที่เป็นหัวหน้าประสงค์ลวงเอาเงินค่าธรรมเนียม  โดยอ้างว่าถ้าเข้าเป็นอั้งยี่จะเป็นประโยชน์อย่างนั้นๆ  ครั้นรวมกันตั้งเป็นอั้งยี่ไม่มีกรณีอันเป็นกิจการของสมาคมอย่างพวกจีน  พวกหัวโจกก็ชักชวนให้พวกอั้งยี่แสวงหาผลประโยชน์ด้วยทำเงินแดงบ้าง ด้วยคุมกันเที่ยวปล้นสะดมภ์ชาวบ้านเอาทรัพย์สินบ้าง  พวกงี่หินหัวควายมีขึ้นที่ไหนพวกชาวเมืองก็ได้ความเดือดร้อนเช่นเดียวกับเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม  แต่การปราบปรามก็ไม่ยากเพราะมีแต่แห่งละเล็กละน้อย  พวกชาวเมืองพากันเกลียดชังพวกงี่หินหัวควายคอยช่วยรัฐบาลอยู่ทุกเมือง  ครั้งนั้นโปรดฯให้พระยาสุรินทรภักดี(ชื่อตัวอะไร และภายหลังได้มียศศักดิ์เป็นอย่างไร  สืบยังไม่ได้ความ)เป็นข้าหลวงลงไปชำระทางหัวเมืองปักษ์ใต้  ให้ข้าหลวงประจำเมืองภูเก็ตชำระทางหัวเมืองฝ่ายตะวันตก  ให้จับแต่ตัวนายหัวหน้าโจกและที่ได้กระทำโจรกรรมส่งเข้ามาลงพระราชอาญาในกรุงเทพฯ  พวกที่เป็นแต่เข้าอั้งยี่ให้เรียกประกันทัณฑ์บนแล้วปล่อยไป  ในไม่ช้าก็สงบเรียบร้อย  ถ้าไม่เขียนเล่าไว้ในที่นี้ก็เห็นจะไม่มีใครรู้ว่าเคยมีอั้งยี่ "งี่หินหัวควาย"

 

 

 




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 28/11/2008 - 08:50 ] User

(จากภาพ)

อนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม)    ซึ่งเชื่อว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ได้กล่าวถึงในบทความข้างต้น







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 9)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 9 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 9
28/11/2008 - 07:39

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 10:54 ] User

ตอนที่

อั้งยี่ในกรุงเทพฯ เปลี่ยนขบวน

       เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯ ออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแล้ว  ท่านยังควบคุมพวกอั้งยี่ต่อมมาจนตลอดอายุของท่าน  ครั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯถึงพิราลัยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๕  การควบคุมพวกอั้งยี่ตกมาเป็นหน้าที่ของกระทรวงนครบาล  ตั้งแต่กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ เป็นเสนาบดีสืบมา  จนถึงกรมพระนเรศวรฤทธิ์ เป็นนายกกรรมการบัญชาการกระทรวงนครบาล  ก็ยังคงใช้วิธีเลี้ยงอั้งยี่อยู่อย่างเดิม  แต่ผิดกันกับแต่ก่อนเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่ง  ด้วยสมเด็จเจ้าพระยาฯคนยำเกรงทั่วไปทั้งแผ่นดิน  แต่เสนาบดีกระทรวงนครบาลมีอำนาจเพียงในกรุงเทพฯ  บางทีจะเพราะเหตุนั้น  เมื่อสิ้นสมเด็จเจ้าพระยาฯแล้ว พวกอั้งยี่จึงคิดวิธีหาผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งทั้งที่ในกรุงเทพฯและตามหัวเมือง  คือนายอั้งยี่บางคนเข้ารับประมูลเก็บภาษีอากร  ถ้าประมูลสู้คนอื่นไม่ได้ก็ให้พวกอั้งยี่ของตนที่มีอยู่ในแขวงที่ประมูลนั้นคอยรังแกพวกเจ้าภาษีมิให้เก็บภาษีอากรได้สะดวกจนต้องขาดทุน  เมื่อถึงคราวประมูลหน้าจะได้ไม่กล้าแย่งประมูลแข่งตัวนายอั้งยี่  เมื่อเกิดอุบายขึ้นอย่างนั้นคนอื่นก็เอาอย่าง  มักเป็นเหตุให้เกิดอั้งยี่ต่างพวกก่อการวิวาทขึ้นตามหัวเมือง  หรือใช้กำลังขัดขวางเจ้าภาษี  บางที่ถึงรัฐบาลต้องปราบปราม  ยกตัวอย่างพวกอั้งยี่ตั้งซ่องต้มเหล้าเถื่อนที่ดอนกระเบื้อง  ไม่***งกับสถานีรถไฟสายใต้ที่บางตาลนัก แต่สมัยนั้นยังเป็นป่าเปลี่ยวชายแดนจังหวัดราชบุรีต่อกับจังหวัดนครปฐม  ขุดคูทำเชิงเทินเหมือนอย่างตั้งค่าย  พวกเจ้าภาษีไปจับถูกพวกอั้งยี่ยิงต่อสู้จนต้องหนีกลับมา  แต่เมื่อรัฐบาลให้ทหารเอาปืนใหญ่ออกไป  อั้งยี่ก็หนีหมดไม่ต่อสู้  แต่พวกจีนเจ้าภาษีเขาคิดอุบายแก้ไขโดยใช้วิธีอย่างจีน  บางคนจะผูกภาษีที่ไหนที่มีอั้งยี่มาก  เข้าชวนหัวหน้าไปเข้าหุ้นโดยมิต้องลงทุน  บางแห่งก็ให้สินบนแก่หัวหน้าอั้งยี่ในท้องถิ่นรักษาความสงบมาได้




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 11:19 ] User

(จากภาพ)

การจัดเก็บภาษีอากรในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 10)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 10 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 10
29/11/2008 - 10:54

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 11:24 ] User

ตอนที่ ๑๐

ปราบอั้งยี่เมื่อรัชกาลที่ ๕

       ถึง พ.ศ. ๒๔๓๒ พวกอั้งยี่ในกรุงเทพฯก่อเหตุใหญ่อย่างไม่เคยมีมาแต่ก่อน  ด้วยถึงสมัยนั้นมีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ๆตั้งขึ้นหลายโรง  เรือกำปั่นไฟก็มีมารับสินค้ามากขึ้น  เป็นเหตุให้มีจีนใหม่เข้ามามากกว่าแต่ก่อน  พวกจีนใหม่ที่เข้ามาหากินสมัยนี้ มีทั้งจีนแต้จิ๋วมาจากเมืองซัวเถาและจีนฮกเกี้ยนมาจากเมืองเอ้มึ้ง  จีนสองพวกนี้พูดภาษาต่างกันและถือว่าชาติภูมิต่างกัน  แม้มีพวกเถ้าเก๋รับพวกจีนใหม่อยู่อย่างแต่ก่อน  พวกจีนใหม่ต่างถือกันว่าเป็นพวกเขาพวกเรา  พวกแต้จิ๋วทำงานอยู่ที่ไหนมากก็คอยเกียจกันรังแกพวกฮกเกี้ยน มิให้เข้าไปแทรกแซงแย่งงาน  พวกฮกเกี้ยนก็ทำเช่นนั้นบ้าง  จึงเกิดเกลียดชังกันไปประชันหน้ากันที่ไหนก็มักเกิดชกตีวิวาท  ในระหว่างกรรมกรแต้จิ๋วกับฮกเกี้ยนเนื่องๆ  เลยเป็นปัจจัยให้พวกอั้งยี่รวมกันเป็นพวกใหญ่แต่ ๒ พวก  เรียกว่า "ตั้งกงสี"ของจีนแต่จิ๋วพวกหนึ่ง  เรียกว่า "ซิวลี่กือ" ของจีนฮกเกี้ยนพวกหนึ่ง  ต่างประสงค์จะแย่งงานกันและกัน กระทรวงนครบาลยังใช้วิธี "เลี้ยงอั้งยี่" อยู่อย่างแต่ก่อนถ้าเกิดอั้งยี่ตีกันก็สั่งให้นายอั้งยี่ไปว่ากล่าว  แต่แรกก็สงบไปเป็นพักๆ  แต่เกิดมีตัวหัวโจกขึ้นในอั้งยี่ที่สองพวก เป็นผู้หญิงก็มี  หาค่าจ้างในการช่วยอั้งยี่แย่งงานและช่วยหากำลังให้ในเวลาเมื่อเกิดวิวาทกัน  พวกอั้งยี่ก็ไม่เชื่อฟังนายเหมือนแต่ก่อน  แม้พวกนายอั้งยี่ก็ไม่ยำเกรงกระทรวงนครบาลเหมือนเคยกลัวสมเด็จเจ้าพระยาฯ  พวกอั้งยี่จึงตีรันฟันแทงกันบ่อยขึ้น  จนรบกันในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายน  พ.ศ. ๒๔๓๒

       ในสมัยนั้น(ค.ศ. ๑๘๘๙)มีหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ Bangkok Times ออกเสมอทุกวันแล้ว  เมื่อเขียนเรื่องนี้ฉันตรวจเรื่องปราบอั้งยี่ปรากฏในหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ประกอบกับความทรงจำของฉัน  ได้ความว่าเมื่อกลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๒  พวกอั้งยี่รวมผู้คนเตรียมการที่จะตีกันเป็นขนานใหญ่ กระทรวงนครบาลเรียกตัวหัวหน้าอั้งยี่ไปสั่งให้ห้ามปราม  แต่อั้งยี่มีหัวโจกหนุนหลังอยู่ก็ไม่ฟังพวกนายห้าม  พอถึงวันที่ ๑๙ มิถุนายน  พวกอั้งยี้ก็ลงมือเที่ยวรื้อสังกะสีมุงหลังคา  และเก็บขนโต๊ะตู้ตามโรงร้านบ้านเรือนของราษฎรที่ริมถนนเจริญกรุงตอนใต้วัดยานนาวา  เอาไปทำค่ายบังตัวขวางถนนเจริญกรุงทั้งสองข้าง  เอาถนนตรงหลังโรงสีของห้างวินเซอร์ซึ่งเรียกกันว่าโรงสีปล่องเหลี่ยมเป็นสนามรบ  พวกพลตระเวนห้ามก็ไม่หยุด  กองตระเวนเห็นจีนมากเหลือกำลังจะจับกุม  ก็ต้องถอยออกไปรักษาอยู่เพียงภายนอกแนวที่วิวาท  ท้องที่ถนนเจริญกรุงตั้งแต่ตลาดบางรักลงไปก็ตกอยู่แก่อั้งยี่ทั้ง ๒ พวก  เริ่มขว้างปาตีรันกันแต่เวลาบ่าย  พอค่ำลงก็เอาปืนออกยิงกันตลอดคืน  ถึงวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มิถุนายน  โรงสีและตลาดยี่สาน การค้าขายแต่บางรักลงไปต้องหยุดหมด  และมีกิตติศัพท์ว่าพวกอั้งยี่จะเผาโรงสีที่พวกศัตรูอาศัย  เจ้าของโรงสีก็พากันตกใจ  ที่เป็นโรงสีของฝรั่งไล่จีนออกหมดแล้วปิดประตูบริเวณ  ชวนพวกฝรั่งถืออาวุธไปช่วยล้อมวงรักษาโรงสี  แต่เจ้าของโรงสีเป็นจีนไม่กล้าไล่พวกกุลีเป็นแต่ปิดโรงสีไว้  พวกอั้งยี่ยังรบกันต่อมาในวันที่ ๒๐ ถึงตอนบ่าย  วันนั้นกระทรวงนครบาลให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงคุมพลตระเวนลงไปกองหนึ่งเพื่อจะห้ามวิวาท  แต่พวกอั้งยี่มากกว่า ๑,๐๐๐  กำลังเดือดร้อนรบพุ่งกันไม่อ่อนน้อมก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้  หนังสือพิมพ์ว่าอั้งยี่รบกัน ๒ วันยิงกันตายสัก ๒๐ คน ถูกบาดเจ็บกว่า ๑๐๐  เอาคนเจ็บไปฝากตามบ้านฝรั่งที่อยู่ในแถวนั้น ถึงวันศุกร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ทหารก็ลงไปปราบ

 

       เพราะเหตุใดพวกทหารจึงลงไปปราบพวกอั้งยี่ในครั้งนั้น  ควรจะเล่าถึงประวัติทางฝ่ายทหารที่ปราบอั้งยี่เป็นครั้งแรกไว้ด้วย  แต่เดิมทหารบกแยกการบังคับบัญชาเป็นกรมๆ  ต่างขึ้นตรงต่อพระองค์พระเจ้าอยู่หัวเหมือนกันทั้งนั้น  ทหารเรือก็เช่นเดียวกัน  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ โปรดฯให้ตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้น  และรวมการบังคับบัญชาทหารบกทุกกรมกับทั้งทหารเรือให้ขึ้นอยู่ในกรมยุทธนาธิการ  เมื่อได้ข่าวว่าพวกอั้งยี่จะตีกันเป็นกระบวนใหญ่ในกรุงเทพฯ  พระเจ้าอยู่หัวตรัสสั่งแก่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อยังเป็นกรมพระ(จะเรียกต่อไปตามสะดวกอย่างเรียกในรัชกาลที่ ๗ ว่า สมเด็จพระราชปิตุลา)ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการว่า  ถ้ากระทรวงนครบาลไม่สามารถจะระงับได้จะต้องให้ทหารปราบ  กรมยุทธนาธิการมีเวลาเตรียมตัว ๒ วัน  คณะบัญชาการมีสมเด็จพระราชปิตุลาเป็นนายพลเอก ผู้บัญชาการพระองค์หนึ่ง  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อยังเป็นกรมขุนเป็นนายพลตรี จเรกรมยุทธนาธิการพระองค์หนึ่ง  ตัวฉันเมื่อยังเป็นกรมหมื่น เป็นนายพลตรีผู้ช่วยบัญชาการทหารบกคนหนึ่ง  นายพลจัตวาพระยาชลยุทธโยธิน รักษาการแทนนายพลเรือตรี พระองค์เจ้าสายสนิทผู้ช่วยบัญชาการทหารเรือซึ่งเสด็จไปยุโรปคนหนึ่ง  ประชุมปรึกษากันที่จะปราบอั้งยี่  เห็นพร้อมกันว่าจะปราบได้ไม่ยากนัก  เพราะพวกอั้งยี่ถึงมีมากก็ไม่มีศัสตราวุธซึ่งจะสามารถสู่ทหาร  อีกประการหนึ่งอั้งยี่ตั้งรบอยู่ในถนนเจริญกรุงเป็นที่แคบ ข้างตะวันตกติดแม่น้ำ ข้างตะวันออกก็เป็นท้องนา  ถ้าให้ทหารลงไปทางบกตามถนนเจริญกรุงกองหนึ่ง  ให้ลงเรือไปขึ้นบกข้างใต้ที่รบยกขึ้นมาทางถนนเจริญกรุงอีกกองหนึ่ง   จู่เข้าข้างหลังที่รบพร้อมกันทั้งข้างเหนือและข้างใต้  ก็จะล้อมพวกอั้งยี่ได้โดยง่าย  แต่การที่จะจับพวกอั้งยี่นั้นมีข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง  ด้วยจะให้ทหารทำการเข้ากระบวนรบ  ถ้าทำแรงเกินไปหรืออ่อนเกินไปก็จะเสียชื่อทหารทั้งสองสถาน จะต้องระวังในข้อนี้  มีคำสั่งให้ทหารทุกคนเข้าใจว่าต้องจับแต่โดยละม่อม ต่ออั้งยี่คนใดต่อสู้หรือไม่ยอมให้จับจึงให้ใช้อาวุธ  อีกประการหนึ่งจะต้องเรียกตัวหัวหน้าที่จะคุมทหาร  ให้วางใจว่าจะทำการสำเร็จได้แล้วปรึกษาเลือกกรมทหารที่จะลงไปปราบอั้งยี่ด้วย  ในเวลานั้นทหารมหาดเล็กกับทหารเรือถือปืนอย่างดีกว่ากรมอื่น  จึงกะให้ทหารมหาดเล็กเป็นกองหน้าสำหรับจับอั้งยี่  ให้ทหารรักษาพระองค์เป็นกองหนุน รวมกัน ๔ กองร้อย  ให้เจ้าพระยาราชสุภมิตร(อ๊อด สุภมิตร)เมื่อยังเป็นนายพันตรีจมื่นวิชิตชัยศักดาวุธ รองผู้บังคับการทหารมหาดเล็กเป็นผู้บังคับการ  ให้นายร้อยเอกหลวงศัลวิธานนิเทส(เชาว์  ซึ่งต่อมาภายหลังเป็นพระยาวาสุเทพ อธิบดีกรมตำรวจภูธร)ครูฝึกทหารมหาดเล็กเป็นผู้ช่วยสำหรับยกลงไปทางทางข้างเหนือ  ส่วนกองที่จะขึ้นมาทางใต้นั้น  ให้ทหารเรือจัดพลจำนวนเท่ากันกับทหารบก และพระยาชลยุทธฯรับไปบังคับการเอง  เมื่อคณะบัญชาการกะโครงการแล้วเรียกผู้บังคับการกรมทหารต่างๆไปประชุมที่ศาลายุทธนาธิการ  สั่งให้เตรียมตัวทุกกรมนอกจากทหารมหาดเล็กกับทหารรักษาพระองค์และทหารเรือ ซึ่งมีหน้าที่ปราบอั้งยี่นั้น  ให้ทหารกรมอื่นๆจัดกองพลรบพร้อมสรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธเตรียมไว้ที่โรงทหาร  เรียกเมื่อใดให้ได้ทันทุกกรม  เตรียมทหารพร้อมเสร็จในวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มิถุนายน  รอฟังกระแสรับสั่งว่าจะให้ยกไปเมื่อใดก็ไปได้

 

       ในกลางคืนวันที่ ๒๐ นั้น เวลาสัก ๒ นาฬิกา  ฉันกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านเก่าที่สะพานดำรงสถิต  สมเด็จพระราชปิตุลากับสมเด็จกรมพระนริศฯ เสด็จไปปลุกเรียกขึ้นรถมายังศาลายุทธนาธิการ  พระยาชลยุทธฯก็ถูกตามไปอยู่พร้อมกัน  สมเด็จพระราชปิตุลาตรัสบอกว่าเมื่อประชุมเสนาบดีในค่ำวันนั้น  ท่านได้กราบมูลพระเจ้าอยู่หัวว่าเตรียมทหารพร้อมแล้ว จะโปรดฯให้ปราบอั้งยี่เมื่อใดก้จะรับสนองพระเดชพระคุณ  พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามกระทรวงนครบาลๆกราบทูลว่ายังหวังใจว่าจะห้ามให้เลิกกันได้ ไม่ถึงต้องใช้ทหาร  พระเจ้าอยู่หัวไม่พอพระราชหฤทัย ตรัสว่ากระทรวงนครบาลได้รับมาหลายครั้งแล้วไม่เห็นห้ามให้หยุดได้  ดำรัสสั่งเป็นเด็ดขาดว่า  กระทรวงนครบาลไม่ระงับอั้งยี่ได้ในวันที่ ๒๐ นั้น  ถึงวันศุกร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ก็ให้ทหารลงไปปราบทีเดียวไม่ต้องรั้งรอต่อไปอีก  เมื่อเลิกประชุมเสนาบดี สมเด็จพระราชปิตุลาทรงนัดพบกับกรมพระนเรศฯ ผู้บัญชาการกระทรวงนครบาล  ให้ไปพร้อมกันที่ศาลายุทธนาธิการแต่เวลาก่อนสว่าง  ถ้าเวลานั้นอั้งยี่สงบแล้วทหารจะได้งดอยู่  ถ้ายังไม่สงบพอรุ่งสว่างจะให้ทหารยกลงไปทีเดียว(๑)  คณะบัญชาการจึงเรียกผู้บังคับการทหารกรมต่างๆกับทั้งทหารมหาดเล็ก  และทหารรักษาพระองค์ที่จะไปปราบอั้งยี่มายังศาลายุทธนาธิการในตอนคึกค่ำวันนั้น  พระยาชลยุทธฯก็กลับไปจัดเรือบรรทุกทหารเรือเตรียมไว้  พอเวลาใกล้รุ่งกรมพระนเรศฯเสด็จไปถึง  ทูลสมเด็จพระราชปิตุลาว่า ให้คนลงไปสืบอยู่แล้ว  บัดเดี๋ยวหนึ่งนายอำเภอนครบาลมาถึงทูลว่า พวกอั้งยี่กำลังเอาปืนใหญ่ขึ้นจากเรือทะเลมาจะตั้งยิงกัน  กรมพระนเรศฯก็ตรัสว่า เหลือกำลังนครบาลแล้ว ให้ทหารไปปราบเถิด  การที่ทหารปราบอั้งยี่ก็ลงมือแต่เวลานั้นไป

                ก็ในสมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์  พอเวลาย่ำรุ่งต้องให้ทหารรักษาพระองค์ซึ่งเป็นกองหนุนเดินทางไปก่อนสั่งให้ไปพักอยู่ที่วัดยานนาวา  และให้พนักงานไปตั้งสถานีโทรศัพท์สำหรับบอกรายงานถึงศาลายุทธนาธิการ ณ ที่นั้นด้วย   แต่ทหารมหาดเล็กนั้นให้รออยู่   พอรถรางไฟฟ้าขึ้นมาถึงปลายทางที่หลักเมืองก็สั่งยึดไว้หมดทุกหลัง  แล้วให้ทหารมหาดเล็กขึ้นรถรางขับตามกันลงไป  พวกรถรางรู้ว่าทหารจะไปปราบอั้งยี่ก็ออกสนุก  เต็มในช่วยทหารเพราะถูกอั้งยี่รังแกเบื่อเหลือทนอยู่แล้ว  ส่วนทหารรเอก็ออกจากท่ากะเวลาแล่นไปให้ถึงพร้อมๆกับทหารบก  ถึงเวลา ๘ นาฬิกาก็สามารถเข้าล้อมพวกอั้งยี่พร้อมกันทั้งข้างเหนือและข้างใต้ดังหมายไว้แต่แรก  พวกอั้งยี่ไม่ได้นึกว่าทหารจะลงไปปราบ  รู้เมื่อทหารถึงตัวแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  มีตัวหัวโจกต่อสู้ถูกทหารยิงตายสักสองสามคนพวกอั้งยี่ก็สิ้นคิด  ที่อยู่***งทหารก็พากันหลบหนี ที่อยู่ใกล้กลัวทหารยิงก็ยอมให้ทหารจับโดยดี  ในสมัยนั้นจีนยังไว้ผมเปีย ทหารจับได้ก็เอาผมเปียผูกกันไว้เป็นพวงๆ ที่ทหารเรือจับได้ก็เอาลงเรืองส่งขึ้นมา  ที่ทหารบกจับได้เจ้าพระยาราชสุภมิตรก็ให้ทหารรักษาพระองค์คุมเดินขึ้นมาทางถนนเจริญกรุงเป็นคราวๆ ราวหมู่ละ ๑๐๐ คน  พวกชาวเมืองไม่เคยเห็นตื่นกันมาดูแน่นทั้งสองฟากถนนตลอดทาง  ทหารจับพวกอั้งยี่ที่ในสนามรบเสร็จแต่เวลาก่อนเที่ยง  พวกหญิงชายชาวบ้านร้านตลาดก็พากันยินดีหาอาหารมาเลี้ยงกลางวัน  พอกินแล้วก็เที่ยวค้นจับอั้งยี่หลบหนีไปเที่ยวซุกซ่อนตามที่ต่างๆต่อไป  ตอนนี้มีพวกนายโรงสีและชาวบ้านพากันนำทหารไปเที่ยวค้นจับได้พวกอั้งยี่อีกมาก  ตัวหัวโจกซึ่งหลบหนีไปเสียก่อนก็จับได้ในตอนบ่ายนี้แทบทั้งนั้น  รวมจำนวนอั้งยี่ที่ถูกทหารยิงตายไม่ถึง ๑๐ คนถูกบาดเจ็บสัก ๒๐ คน จับได้โดยละม่อมราว ๘๐๐ คน  ได้ตัวหัวโจก ๘ คน  เมื่อเสร็จการจับแล้วถึงตอนเย็น  กรมยุทธนาธิการให้ทหารหน้าลงไปอยู่ประจำรักษาความสงบในท้องที่  เรียกทหารมหาดเล็กกับทหารเรือกลับมา  บริษัทรถรางขอจัดรถรับส่งทหารทั้งขาขึ้นแขลง แล้วแต่ทหารจะต้องการก็ไปมาได้สะดวก  เมื่อขบวนรถรางรับทหารมหาดเล็กกลับขึ้นมาในวันจับอั้งยี่นั้น  พวกชาวเมืองทางข้างใต้ทั้งไทยจีนแขกฝรั่งพากันมายืนอวยชัยให้พรแสดงความขอบใจทหารมหาดเล็ก  เจ้าพระยาราชสุภมิตรเล่าว่า ยืนมาหน้ารถต้องจับกระบังหมวกรับคำนับแทบไม่มีเวลาว่างจนตลอดแขวงบางรัก  ในหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์เขียนตามเสียงฝรั่งในสมันนั้น ก็สรรเสริญมากที่รัฐบาลให้ทหารไปปราบอั้งยี่ได้โดยเด็ดขาดรวดเร็ว  และชมทหารไทยว่ากล้าหาญว่องไว  ชมต่อไปถึงที่ทหารไทยจับอั้งยี่โดยไม่ดุร้ายเกินกว่าเหตุ  เมื่อจับอั้งยี่แล้วกรมยุทธนาธิการให้ทหารรักษาท้องที่วิวาทอยู่ ๓ วัน  เห็นสงบเรียบร้อยดีแล้วก็ให้ถอนทหารมอบท้องที่ให้กรมตระเวนรักษาอย่างเดิมส่วนพวกอั้งยี่ที่จับตัวได้ครั้งนั้น  พระเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ตั้งศาลพิเศษชำระพิพากษาให้จำคุกหัวหน้าตัวการหมดทุกคน  แต่พวกสมพลดูเหมือนจะให้โบยคนละเล็กละน้อยให้เข็ดหลาบแล้วปล่อยตัวไป  แต่นั้นมาพวกอั้งยี่ในกรุงเทพฯก็ราบคาบไม่กล้าทะนงศักดิ์ในสมัยต่อมา

 

เชิงอรรถ (ตอนที่ ๑๐)

      

       ๑) ขณะนั้นเวลากลางคืนยังถือว่าเป็นเวลาของวันก่อนอยู่ เพิ่งมาใช้ธรรมเนียมฝรั่ง เปลี่ยนวันเมื่อเวลาเที่ยงคืน 0.00 น. เมื่อในรัชกาลที่ ๖

 




[ เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 11:28 ] User

(จากภาพ)

ส่วนหนึ่งจากการปราบอั้งยี่ที่บางรักเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๓๒







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 11)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 11 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 11
29/11/2008 - 11:24

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 13:35 ] User

ตอนที่ ๑๑

เปลี่ยนวิธีควบคุมอั้งยี่

 

                เมื่อปราบอั้งยี่ครั้งนั้นแล้ว  พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้ตั้งพระราชบัญญัติห้ามมิให้มีสมาคมอั้งยี่ในพระราชอาณาเขตอีกต่อไป  รัฐบาลอังกฤษที่เมืองสิงคโปร์รู้ว่าไทยสามารถปราบอั้งยี่ได  ก็ประกาศสั่งให้เลิกสมาคมอั้งยี่ในเมืองขึ้นของอังกฤษตามอย่างเมืองไทย  วิธีเลี้ยงอั้งยี่ก็เลิกหมดแต่นั้นมา

                เมื่อปราบอั้งยี่เสร็จแล้ว  ใน พ.ศ.๒๔๓๒ นั้นเอง พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดฯให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์เป็นอธิบดีกระทรวงโยธาธิการและให้ตัวฉันเป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการมีศักด์เสมอเสนาบดีก็ต้องลาออกจากตำแหน่งในกรมยุทธนาธิการด้วย   แต่ยังคงมียศเป็นนายพลและเป็นราชองครักษ์อยู่อย่างเดิม  เวลาตัวฉันเป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการอยู่๒ ปี ไม่มีกิจเกี่ยวข้องกับอั้งยี่จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๕  ทรงพระกรุณาโปรดฯให้ฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจึงกลับมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่อีก  ด้วยต้องระวังพวกอั้งยี่ตามหัวเมืองอยู่เสมอ  ถึงสมัยนี้ไม่มีพวกอั้งยี่พวกใหญ่เหมือนอย่างแต่ก่อน  แต่ยังมีพวกจีนลักลอบตั้งยี่ตามหัวเมืองใกล้ๆกรุงเทพฯอยู่เนื่องๆ  มีขึ้นที่ไหนก็ปราบได้ไม่ยาก  บางเรื่องก็ออกจะขบขันดังจะเล่าเป็นตัวอย่างเรื่องหนึ่ง  เมื่อแรกตั้งมณฑลราชบุรี  เวลานั้นเจ้าพระยาสุรพันธพิสุทธิ์(เทศ  บุนนาค)(๑)เมื่อยังเป็นพระยาสุรินทรฤาชัย เป็นสมุหเทศาภิบาล  มีพวกอั้งยี่ตั้งซ่องต้มเหล้าเถื่อนที่ตำบลดอนกระเบื้อง  ทำสนามเพลาะสำหรับต่อสู้ขึ้นอีกเหมือนอย่างคราวก่อนที่ได้เล่ามาแล้ว  เวลานั้นยังไม่มีตำรวจภูธร  ฉันถามเจ้าพระยาสุรพันธ์ฯว่าจะต้องการทหารปืนใหญ่เหมือนอย่างปราบครั้งก่อนหรืออย่างไร  เจ้าพระยาสุรพันธ์ฯตอบว่าจะปราบด้วยกำลังในพื้นเมืองดูก่อน  ต่อมาสักหน่อยได้ข่าวว่าพวกอั้งยี่ที่ดอนกระเบื้องทิ้งค่ายหนีไปหมดแล้ว  ฉันพบเจ้าพระยาสุรพันธ์ฯถามว่าท่านปราบอย่างไร  ท่านบอกว่าใช้วิธีของสมเด็จ้าพระยาฯซึ่งท่านเคยรู้มาแต่ก่อน  ได้ออกหมายสั่งเกณฑ์กำลังและเครื่องอาวุธให้ปรากฏว่าจะไปปราบซ่องจีนที่ดอนกระเบื้อง  แล้วเอาปืนใหญ่ทองเหลืองที่มีทิ้งอย่ใต้ถุนเรือนสมเด็จเจ้าพระยาฯ ๒ กระบอก  ออกมาขัดสีที่สนามในบริเวณจวนของท่าน ว่าจะเอาไปยิงค่ายจีนที่ดอนกระเบื้อง  พอข่าวระบือไปพวกอั้งยี่ก็หนีหมดเพราะพวกเจ๊กกลัวปืนใหญ่   แต่เมื่อตั้งตำรวจภูธรแล้วก็ไม่ต้องใช้อุบายอย่างนั้นอีก  แต่อั้งยี่ที่มีขึ้นตามหัวเมืองในชั้นฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยปราบปรามไม่ยากอันใด  ถึงกระนั้นเมื่อคิดดูก็น่าพิศวงว่า เพราะเหตุใดพวกจีนจึงยังตั้งอั้งยี่  พิเคราะห์ตามเหตุการณ์ที่เคยเกิดอั้งยี่มาแต่ก่อนเป็นต้นว่าการห้ามสูบฝิ่นอย่างครั้งรัชกาลที่ ๓ ก็ไม่มีแล้ว  เหตุที่แย่งกันรับจีนใหม่ก็ไม่มี ตามหัวเมืองเหตุที่แย่งกันผูกภาษีอากรก็ดี ที่ถูกเจ้าภาษีนายอากรเบียดเบียนก็ดี ก็ไม่มีแล้ว  เพราะรัฐบาลเก็ยภาษีอากรเอง  การปกครองท้องที่ก็เรียบร้อย  ไม่ต้องมีปลัดจีนหรือกงสุลจีนในบังคับสยามเหมือนอย่างแต่ก่อน  แล้วไฉนจึงมีอั้งยี่ตามหัวเมือง  สังเกตดูนักโทษทีต้องจับเพราะเป็นอั้งยี่ดูก็มักเป็นคนชั้นทำมาหากินไม่น่าจะเป็นอั้งยี่  นึกสงสัยว่าชะรอยจะมีเหตุอะไรที่ยังไม่รู้ซึ่งเป็นเหตุให้มีอั้งยี่ตามหัวเมือง  ฉันจึงปรารภกลับพระยาอรรถการยบดี(ชุ่ม  อรรถจินดา)ซึ่งภายหลังเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี เวลานั้นยังเป็นพระยาราชเสนาหัวหน้าพนักงานอัยการกระทรวงมหาดไทยให้ลองสืบสวนราษฎรในท้องถิ่น โดนเฉพาะพวกนักโทษที่เคยเข้าอั้งยี่  ว่าเหตุใดจึงมีคนสมัครเป็นอั้งยี่  สืบอยู่ไม่นานก็ได้เค้าว่ามีพวกหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ(จะเรียกต่อไปว่าพวกต้นคิด)หากินด้วยตั้งอั้งยี่ตามหัวเมือง  วิธีของพวกจีนต้นคิดนั้น ถ้าเห็นว่าอาจจะตั้งอั้งยี่ได้ในถิ่นอันใดเป็นที่มีจีนตั้งทำมาหากินอยู่มาก  และมีการแข่งขันการค้าขายก็แต่งพรรคพวกให้ออกไปอยู่ถิ่นนั้น  อย่างว่าไปทำมาหากินแต่แยกไปอยู่เป็น ๒ พวกเหมือนกับไม่รู้จักมักคุ้นกัน  แล้วเสาะหาจีนที่เป็นคนเกกมะเหรกในที่นั่นคยหายุยงให้วิวาทกับคนอื่น  บางทีก็หาพวกจีนที่เป็นหัวไม้ออกไปจากกรุงเทพฯ  ให้ไปก่อวิวาทตีรันกันขึ้นเนื่องๆจนคนในถิ่นนั้นเกิดหวาดหวั่นเกรงพวกคนพาลจะทำร้าย  ก็เกลี้ยกล่อมชักชวนให้เข้าพวกช่วยกันป้องกัน  ในไม่ช้าจีนในถิ่นนั้นก็แตกกันเป็นพวกเขาพวกเรา  แล้วเลยตั้งอั้งยี่เป็น ๒ พวก  แต่นั้นพวกสมุนก็วิวาทกันเนื่องๆ  ถ้ารัฐบาลจับกุมเมื่อใดก็กลับเป็นคุณแก่พวกต้นคิด  ซึ่งหลบหนีเอาตัวรอดเสียก่อนแล้ว  กลับไปหาผลประโยชน์ด้วยเรี่นไร "เต๊ย" เอาเงินจากอั้งยี่พวกของตน  โดยอ้างว่าเอาไปช่วยพรรคพวกที่ถูกจับ เอากำไร  ในการนั้นถึงโดยว่าไม่มีการจับกุม  เมื่อถึงเทศกาลก็เต๊ยเงินทำงานไหว้เจ้าเอากำไรได้อีกเสมอทุกปี  สืบได้ความดังว่ามานี้  ฉันจึงคิดอุบายแก้ไขได้ลองใช้อุบายนั้น  ครั้งแรกเมื่อพวกอั้งยี่ตีกันที่บางนกแขวก แขวงเมืองราชบุรี จะเป็นเมื่อปีใดจำไม่ได้  ฉันให้พระยาอรรถการยบดีออกไประงับ  สั่งให้ไปพยายามสืบจับเอาตัวพวกต้นคิดด้วยเกลี้ยกล่อมพวกคนในท้องถิ่น ที่เข้าอั้งยี่  ถ้าคนไหนให้การรับสารภาพบอกตามความจริง ให้เรียกทัณฑ์บนปล่อยตัวไป  อย่าให้จับเอาตัวมาฟ้องศาลอย่างแต่ก่อน  หรือถ้าว่าอีกย่างหนึ่งให้เอาตัวต้นคิดเป็นจำเลยเอาพรรคพวกเป็นพยาน  พระยาอรรถการยบดีออกไปทำตามอุบายนั้น  ได้ผลสำเร็จบริบูรณ์  พอสืบจับได้ตัวจีนต้นคิดที่ออกไปจากกรุงเทพฯ ๕ คนเท่านั้น  อั้งยี่ที่บางนกแขวกก็สงบทันที  การระงับอั้งยี่ตามหัวเมืองจึงใช้วิธีอย่างนั้นสืบมา  สังเกตดูอั้งยี่ที่เกิดขึ้นในชั้นภายหลังทหารปราบเมื่อง พ.ศ. ๒๔๓๒ด็เป็นการหากินของจีนเสเพล ค้าความกลัวของผู้อื่นเอากำไรเลี้ยงตัวเท่านั้น

 

เชิงอรรถ (ตอนที่ ๑๑)

           

            (๑) เจ้าพระยาสุรพันธพิสุทธิ์  นามเดิม เทศ  เป็นบุตรสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่  เดิมในรัชกาลที่ ๔ เป็นที่นายรองไชยขรค์ มหาดเล็ก  แล้วเป็นนายศัลย์วิไชย มหาดเล็กหุ้มแพร  แล้วเป็นพระเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์ ปลัดเมืองเพชรบุรี  ในรัชกาลที่ ๕ เป็นพระยาสุรินทรลือไชย ผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรี  ครั้น พ.ศ. ๒๔๔๐ โปรดฯให้เป็นเจ้าพระยาพระราชทานสมญาว่า เจ้าพระยาสุรพันธิสุทิ์ ชนุตมาราชภักดี สกลเทพมนตรีมิตรจิตร สุจริตวราธยาศรัย เสนานุวัตรสมัยสมันตโกศล ยุติธรรมวิมลสัตยารักษ์ สุนทรศักดวิวัฒนวัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ อัชนาม
ถึงอสัญกรรมเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 12)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 12 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 12
29/11/2008 - 13:35

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 19:39 ] User

ตอนที่ ๑๒

พระครูวัดฉลอง

(เรื่องหลวงพ่อแช่ม สมภารวัดฉลองเห็นเกี่ยวข้องกับ อั้งยี่ จึงนำมาลงไว้ที่เดียวกัน)

 

            เมืองภูเก็ตเดิมขึ้นอยู่กระทรวงกลาโหม  จนเมื่อฉัน(สมเด็จในกรมฯท่าน) เป็นเสนาบดีกระทรงมหาดไทยแล้ว  จึงได้โอนมาขึ้นกระทรวงมหาดไทย  ฉันลงไปตรวจราชการเมืองภูเก็ตครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑  เวลาฉันพักอยู่เมืองภูเก็ตพระครูวิสุทธิวงศาจารย์เป็นที่สังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ตอยู่ ณ วัดฉลองมาหา  พอฉันแลเห็นก็เกิดพิศวงด้วยที่หน้าแข้งของท่านมีรอยปิดทองคำเปลวแผ่นเล็กๆ ระกะไปราวกับพระพุทธรูปหรือเทวรูปโบราณที่คนบนบาน  เมื่อพูดจาปราศรัยดูก็เป็นผู้มีกิริยาอัชฌาสัยเรียบร้อยอย่างผู้หลักผู้ใหญ่  เวลานั้นดูเหมือนจะมีอายุได้สัก ๖๐ ปี  ฉันถามท่านว่าเหตุไฉนจึงปิดทองที่หน้าแข้ง ท่านตอบว่า "เมื่ออาตมาภาพเข้ามาถึงในเมืองพวกชาวตลาดเขาขอปิด"  ฉันได้ฟังอย่างนั้นก็เกิดอยากรู้ว่าเหตุไฉนคนจึงปิดทองท่านพระครูวัดฉลอง  ข้าราชการเมืองภูเก็ที่เขารู้เห็นเล่าให้ฟังบ้าง เป็นเรื่องประหลาดดังจะกล่าวต่อไปนี้

            ท่านพระครูองค์นี้ชื่อ แช่ม เป็นชาวบ้านฉลองอยู่***งเมืองภูเก็ตสักสามสี่ร้อยเส้น  เดิมเป็นลูกศิษย์พระอยู่ในวัดฉลองมาตั้งแต่ยังเด็ก  ครั้นเติบใหญ่บวชเป็นสามเณรเล่าเรียนอยู่ในวัดนั้น  จนอายุครบอุปสมบทก็บวชเป็นพระภิกษุ  เรียนวิปัสสนาและคาถาอาคมต่างๆ  ต่อมาจนมีพรรษาอายุมากได้เป็นสมภารวัดฉลอง  เรื่องประวัติแต่ต้นจนตอนนี้ไม่แปลกอย่างไร  มาเริ่มมีอภินิหารเป็นอัศจรรย์เมื่อเกิดเหตุ  ด้วยพวกกรรมกรทำเหมืองแร่ที่เมืองภูเก็ตเป็นกบฏเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙(ดังจะมีเรื่องปรากฏในนิทานที่ ๑๕ ต่อไปข้างหน้า)  เวลานั้นรัฐบาลไม่มีกำลังพอจะปราบปรามพวกจีนกบฏให้ราบคาบ ได้แต่รักษาตัวเมืองไว้  ตามบ้านนอกออกไป พวกจีนเที่ยวปล้นสดมฆ่าฟันผู้คนได้ตามชอบใจไม่มีใครต่อสู้  จึงเป็นจลาจลทั่วไปทั้งเมืองภูเก็ต  เรื่องที่เล่าต่อไปนี้เขียนตามคำท่านพระครูวัดฉลองเล่าให้ฟังเอง  ว่าเมื่อได้ข่าวไปถึงบ้านฉลองว่ามีจีนออกไปปล้น พวกชาวบ้านกลัวพากันอพยพหนีไปซ่อนตัวอยู่ตามภูเขาโดยมาก  เวลานั้นมีชายชาวบ้านที่เคยเป็นลูกศิษย์ของท่านสักสองสามคนไปชวนให้ท่านหนีไปด้วย  แต่ท่านตอบว่า "ข้าอยู่ในวัดนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนอายุถึงปานนี้แล้ว  ทั้งเป็นสมภารเจ้าวัดด้วยจะทิ้งวัดไปเสียอย่างไรได้  พวกสูจะหนีก็หนีเถิด  แต่ข้าไม่ไปละจะต้องตายก็จะตายอยู่ในวัด อย่าเป็นห่วงข้าเลย"  พวกลูกศิษย์อ้อนวอนเท่าใดท่านก็ยืนคำอยู่อย่างนั้น  เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าท่านไม่ยอมทิ้งวัดไปก็พูดกันว่า "เมื่อขรัวพ่อไม่ยอมไป  พวกผมก็อยู่เป็นเพื่อน  แต่ขออะไรพอคุ้มตัวสักอย่างหนึ่ง"  ท่านจึงเอาผ้าขาวมาลงยันต์เป็นผ้าประเจียดแจกให้คนละผืน  พวกนั้นไปเที่ยวเรียกหาเพื่อนได้เพิ่มเติมมาราวสัก ๑๐ คน  เชิญตัวท่านให้ลงไปอยู่ในโบสถ์ พวกเขาไปเที่ยวหาเครื่องศัสตราวุธสำหรับตัวแล้วพากันมาอยู่ในวัดฉลอง  พออีกสองวันจีนพวกหนึ่งก็ออกไปปล้น  แต่พวกจีนรู้ว่าพวกชาวบ้านหนีไปเสียโดยมากแล้วเดินไปโดยประมาทไม่ระวังตัว  พวกไทยแอบเอากำแพงแก้วรอบโบสถ์บังตัว  พอพวกจีนไปถึงก็ยิงเอาแตกหนีไปได้โดยง่าย  พอมีข่าวว่าลูกศิษย์ท่านวัดฉลองรบชนะจีน  ชาวบ้านฉลองที่หนีจีนไปซุกซ่อนอยู่ตามภูเขาก็พากันกลับมาบ้านเรือน  ที่เป็นผู้ชายก็ไปหาท่านวัดฉลอง  ขอรับอาสาว่า ถ้าพวกจีนยกไปอีกจะช่วยรบ  แต่ท่านตอบว่า "ข้าเป็นพระสงฆ์จะรบราฆ่าฟันใครไม่ได้  สูจะรบพุ่งอย่างไรก็ไปคิดอ่านกันเองเถิด  ข้าจะให้แต่เครื่องคุณพระสำหรับป้องกันตัว"  คนเหล่านั้นไปเที่ยวชักชวนกันรวมคนได้กว่าร้อยคน  ท่านวักฉลองก็ลงผ้าประเจียดแจกให้ทุกคน  พวกนั้นนัดกันเอาผ้าประเจียดโพกหัวเป็นเครื่องหมาย ทำนองอย่างเป็นเครื่องแบบทหาร  พวกจีนเลยเรียกว่า "อ้ายพวกหัวขาว" จัดกันเป็นหมวดหมู่มีตัวนายควบคุม  แล้วเลือกที่มั่นตั้งกองรายกันเอาวัดฉลองเป็นที่บัญชาการคอยต่อสู้พวกจีน  ในไม่ช้าพวกจีนก็ยกไปอีก คราวนี้ยกกันไปเป็นขบวนรบ  มีทั้งธงนำและกลองสัญญาณ  จำนวนคนที่ยกไปก็มากกว่าครั้งก่อน  พวกจีนยกไปถึงบ้านฉลองในตอนชาว  พวกไทยเป็นแต่คอยสู้อยู่ในที่มั่นเอาปืนยิงกราดไว้  พวกจีนเข้าในหมู่บ้านฉลองไม่ได้ก็หยุดยั้งอยู่ภายนอก  ต่างยิงโต้ตอบกันทั้งสองฝ่ายจนเวลาตะวันเที่ยง  พวกจีนหยุดรบไปกินข้าวต้ม พวกไทยได้ทีก็รุกเข้าล้อมไล่ยิงพวกจีนในเวลากำลังสาละวนกินอาหาร  ประเดี๋ยวเดียวพวกจีนก็ล้มตายแตกหนีกระจัดกระจายไปหมด  ตามคำท่านพระครูว่า "จีนรบสู้ไทยไม่ได้ด้วยมันต้องกินข้าวต้ม  พวกไทยไม่ต้องกินข้าวต้มจึงเอาชนะได้ง่ายๆ"  แต่นั้นพวกจีนก็ไม่กล้าไปปล้นบ้านฉลองอีก  เป็นแต่พวกหัวหน้าประกาศตีราคาศีรษะท่านวัดฉลอง ว่าใครตัดเอาไปให้ได้จะให้เงินสินบน ๑,๐๐พันเหรียญ  ชื่อท่านวัดฉลองก็ยิ่งโด่งดังหนักขึ้น

 

            เมื่อรัฐบาลปราบพวกจีนกบฏราบคาบแล้ว  ยกความชอบของเจ้าอธิการแช่มวัดฉลองที่ได้เป็นหัวหน้าในการต่อสู้พวกจีนกบฏในครั้งนั้น  ประจวบตำแหน่งพระครูสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ตว่างอยู่  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตั้งให้เป็นที่พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ตแต่นั้นมา  แต่ทางฝ่ายชาวเมืองภูเก็ตเชื่อว่าที่ชาวบ้านฉลองรบชนะพวกจีน  เพราะท่านพระครูวัดฉลองมีอิทธิฤทธิ์ในทางวิทยาคม  ก็นับถือกันเป็นอย่างผู้วิเศษทั่วทั้งจังหวัด  เรื่องที่เล่ามาเพียงนี้เป็นชั้นก่อเกิดการปิดทองท่านพระครูวัดฉลอง

            มูลเหตุที่จะปิดทองนั้น  เกิดขึ้นเมื่อคนนับถือท่านพระครูวัดฉลองว่าเป็นผู้วิเศษแล้ว  ด้วยคราวหนึ่งมีชาวเมืองภูเก็ตสักสี่ห้าคนลงเรือลำหนึ่งไปเที่ยวตกเบ็ดในทะเล  เผอิญไปถูกพายุใหญ่จนจวนเรือจะอับปาง  คนในเรือพากันกลัวตา  คนหนึ่งออกปากบนเทวดาอารักษ์ที่เคยนับถือขอให้ลมสงบ พายุก็กลับกล้าหนักขึ้น  คนอื่นบนสิ่งอื่นที่เคยนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ลมก็ไม่ซาลง  จนสิ้นคิดมิรู้ที่จะบนบานอะไรต่อไป  มีคนหนึ่งในพวกนั้นก็ออกปากบนว่า ถ้ารอดชีวิตได้จะปิดทองขรัวพ่อวัดฉลอง  พอบนแล้วลมพายุก็ซาลงทันที  พวกคนหาปลาเหล่านั้นรอดกลับมาได้จึงพากันไปหาท่านพระครูขออนุญาตปิดทองแก้สินบน  ท่านพระครูว่า "ข้าไม่ใช่พระพุทธรูป  จะทำนอกรีตมาปิดทองคนเป็นๆ อย่างนี้ข้าไม่ยอม"  แต่คนหาปลาได้โต้ว่า "ก็ผมบนไว้อย่างนั้น  ถ้าขรัวพ่อไม่ยอมให้ผมปิดทองแก้สินบน  ฉวยแรงสินบนทำให้ผมเจ็บล้มตาย ขรัวพ่อจะว่าอย่างไร"  ท่านพระครูจนถ้อยคำสำนวน  ด้วยตัวท่านก็เชื่อแรงสินบน  เกรงว่าถ้าเกิดเหตุร้ายแก่ผู้บน บาปจะตกอยู่แก่ตัวท่านก็ต้องยอม  จึงเอาน้ำมาลูบหน้าแข้งแล้วยื่นออกไปให้ปิดทองคำเปลวที่หน้าแข้ง แต่ให้ปิดเพียงแผ่นเล็กๆแผ่นหนึ่งพอเป็นกิริยาบุญ  พอคนบนกลับไปแล้วก็ล้างเสีย  

 

            แต่เมื่อกิติศัพท์เล่าลือกันไปว่า มีชาวเรือรอดตายได้ด้วยบนปิดทองท่านพระครูวัดฉลอง ก็มีผู้อื่นเอาอย่าง  ในเวลาเจ็บไข้หรือเกิดเหตุการณ์ กลัวจะเป็นอันตรายก็บนปิดทองท่านพระครูวัดฉลองบ้าง  ฝ่ายม่านพระครูมิรู้จะขัดขืนอย่างไรก็จำต้องยอมให้ปิด  จึงเกิดเป็นประเพณีปิดทองท่านพระครูวัดฉลองขึ้นด้วยประการฉะนี้  ตัวท่านเคยบอกกับฉันว่าที่ถูกปิดทองนั้นอยู่ข้างรำคาญ ด้วยคันผิวหนังตรงที่ปิดทอง จนล้างออกเสียแล้วจึงหาย  แต่ก็ไม่กล้าขัดขวางคนขอปิดทอง  เพราะฉะนั้นท่านพระครูเข้าไปในเมืองเมื่อใด  พวกที่ได้บนบานเอาไว้ใครรู้เข้าก็ไปคอยดักทางขอปิดทองแก้สินบนคล้ายกับคอยใส่บาตร  ท่านพระครูเห็นคนคอยปิดทองร้องนิมนต์  ก็ต้องหยุดให้เขาปิดทองเป็นระยะไปตลอดทาง วันนั้นท่านกำลังจะมาหาฉันไม่มีเวลาล้างทอง  จึงติดหน้าแข้งมาให้ฉันเห็น  ตั้งแต่รู้จักกันเมื่อวันนั้น  ท่านพระครูวัดฉลองกับฉันก็เลยชอบกันมา  ท่านเข้ามากรุงเทพฯเมื่อใดก็เข้ามาหาฉันไม่ขาด  เคยทำผ้าประเจียดให้ฉัน ฝีมือเขียนงามดีมาก  ฉันไปเมืองภูเก็ตเมื่อใดก็ไปเยี่ยมท่านถึงวัดฉลองทุกครั้ง

            การที่คนปิดทองท่านพระครูวัดฉลอง  เป็นแรกที่เกิดประเพณีปิดทองคนเป็นๆเหมือนเช่นพระพุทธรูปหรือเทวรูปที่ศักดิ์สิทธิ์  ก็เป็นธรรมดาที่กิติศัพท์จะเลื่องลือระบือเกียรติคุณของท่านพระครูวัดฉลองแพร่หลาย  จนนับถือกันทั่วไปทุกหัวเมืองทางทะเลตะวันตก  ใช่แต่เท่านั้น แม้ในเมืองปีนังเป็นอาณาเขตของอังกฤษ  คนก็พากันนับถือท่านพระครูวัดฉลอง  เพราะที่เมืองปีนังพลเมืองมีไทยและจีนเชื้อสายไทย ผู้ชายเรียกกันว่า "บาบ๋า"  ผู้หญิงเรียกกันว่า "ยอหยา"  ล้วนนับถือพระพุทธศาสนาอยู่เป็นอันมาก  เขาช่วยกันสร้างวัดและนิมนต์พระสงฆ์ไทยไปอย่ก็หลายวัด  แต่ในเมืองปีนังไม่มีพระเถระ พวกชาวเมืองทื้งพระและคฤหัสถ์  จึงสมมติท่านพระครูวัดฉลองให้เป็นพระมหาเถระสำหรับเมืองปีนัง  ถ้าสร้างโบสถ์ใหม่ก็นิมนต์ให้ไปผูกพัทธสีมา  ถึงฤดูบวชนาคเมื่อก่อนฟดูเข้าพรรษา ก็นิมนต์ให้ไปนั่งเป็นอุปัชฌาย์บวชนาค  และที่สุดแม้พระสงฆ์เกิดอธิกรณ์ก็นิมนต์ให้ไปไตร่สวนพิพากษา  ท่านพระครูพิพากษาว่าอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ขาด  เป็นอย่างสังฆปาโมกข์เมืองปีนังด้วยอีกเมืองหนึ่ง  ผิดกับเมืองภูเก็ตเพียงเป็นด้วยส่วนตัวท่านเอง มิใช่ในทางรีชการ  ด้วยในสมัยนั้นยังไม่มีทางรถไฟ  ชาวกรุงเทพฯกับชาวเมืองปีนังยัง***งเหินกันมาก  มีแต่เรือเมล์ไปมาระหว่างเมืองปีนังกับเมืองภูเก็ตทุกสัปดาห์ ไปมาหากันโดยง่าย  ท่านพระครูวัดฉลองอยู่มาจนแก่ชรา  อายุเห็นจะกว่า ๘๐ ปีจึงถึงมรณภาพ

 

            เมื่อฉันออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้ว  ไม่ได้ไปเมืองภูเก็ตช้านาน  จนถึงรัชกาลที่ ๗ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปเมืองภูเก็ตครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑  เวลานั้นท่านพระครูวัดฉลองถึงมรณภาพเสียนานแล้ว  ฉันคิดถึงท่านพระครูจึงไปที่วัดฉลองด้วย  ในคราวนี้สะดวกด้วยเมืองภูเก็ตมีถนนรถยนต์ไปได้หลายทาง  รถยนต์ไปครู่เดียวก็ถึงวัดฉลอง  เห็นวัดครึกครื้นขึ้นกว่าเคยเห็นแต่ก่อนจนแปลกตา  เป็นต้นว่า กุฏิเจ้าอาวาสที่ท่านพระครูเคยอยู่ก็กลายเป็นตึกสองชั้น  กุฏิพระสงฆ์และศาลาที่สร้างเพิ่มเติมขึ้นก็มีอีกหลายหลัง  เขาบอกว่ามีผู้ศรัทธาสร้างถวายพระครูเมื่อภายหลัง  แต่เมื่อมีผู้ไปสร้างสิ่งต่างๆเหล่านั้น  ท่านพระครูไม่ยอมให้แก้ไขในบริเวณโบสถ์ที่ท่านลงไปอยู่เมื่อต่อสู้พวกจีน  กำแพงแก้วที่พวกลูกศิษย์เคยอาศัยบังตัวรบจีนครั้งนั้นก็ไม่ให้รื้อแย่งแก้ไข ยังคงอยู่อย่างเดิม  ที่ในกุฏิของท่านพระครูเขาตั้งโต๊ะที่บูชาไว้ มีรูปฉายของท่านพระครูขยายเป็นขนาดใหญ่ใส่กรอบอย่างลับแลตั้งไว้เป็นประธานบนโต๊ะนั้น  มีรอยคนปิดทองแก้สินบนที่กระจกเต็มไปหมดทั้งแผ่น  เหลือช่องว่างแต่ที่ตรงหน้าท่านพระครู  ดูประหลาดที่ยังชอบบนปิดทองท่านพระครูอยู่จนเมื่อตัวท่านล่วงลับไปนานแล้ว  ไม่เท้าของท่านพระครูที่ชอบถือติดมือก็เอาวางไว้ข้างหน้ารูปและมีรอยปิดทองด้วย

 

            ไม้เท้าอันนี้ก็มีเรื่องแปลกอยู่  พวกกรมการเมืองภูเก็ตเขาเคยเล่าให้ฉันฟังตั้งแต่ท่านพระครูยังอยู่  ว่ามีเด็กผู้หญิงรุ่นสาวคนหนึ่งในเมืองภูเก็ต  เป็นคนมีวิสัยชอบพูดอะไรเล่นโลนๆ  ครั้งหนึ่งเด็กคนั้นเจ็บออกปากบนตามประสาโลนว่า ถ้าหายเจ็บจะปิดทองตรงที่ลับของขรัวพ่อวัดฉลอง  ครั้นหายเจ็บถือว่าพูดเล่นก็เพิกเฉยเสีย  อยู่มาไม่ช้าเด็กคนนั้นกลับไปเจ็บอีก  คราวนี้เจ็บมากหมอรักษาอาการก็ไม่คลายขึ้น  พ่อแม่สงสัยว่าจะเป็นด้วยถูกผีหรือแรงสินบน  ถามตัวเด็กว่ามันได้บนบานไว้บ้างหรือไม่ แต่แรกตัวเด็กละอายไม่รับว่ามันได้บนไว้เช่นนั้น  จนทนอาการเจ็บไม่ไหวจึงบอกตามความจริงให้พ่อแม่รู้  ก็พากันไปเล่าให้ท่านพระครูฟัง  แล้วปรึกษาว่าควรจะทำอย่างไรดี  ท่านพระครูว่า "บนอย่างลามกเช่นนี้ใครจะยอมให้ปิดทองได้"  ข้างพ่อแม่เด็กก็เฝ้าอ้อนวอนด้วยกลัวลูกจะเป็นอันตราย  ท่านพระครูมิรู้ที่จะทำประการใด  จึงคิดอุบายเอาไม้เท้าอันนั้นสอดเข้าไปใต้ที่นั่ง  แล้วให้เด็กปิดทองที่ปลายไม่เท้า  ผู้เล่าว่าพอแก้สินบนแล้วก็หายเจ็บ  ฉันได้ถามท่านพระครูว่าเคยให้เด็กหญิงปิดทองที่ปลายไม้เท้าแก้สินบนจริงหรือ  ท่านเป็นแต่ยิ้มอยู่ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ  จึงนึกเห็นจะเป็นเรื่องจริงดังเขาเล่า

                เรื่องพระครูวัดฉลองยังเห็นเป็นอัศจรรย์ต่อมาอีก  เมื่อฉันไปอยู่เมืองปีนังใน พ.ศ.๒๔๗๗  ไปที่วัดสว่างอารมณ์เห็นมีรูปฉายท่านพระครูวัดฉลองเข้ากรอบลับแลตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องบูชาข้างพระประธานที่ในโบสถ์  และมีรอยปิดทองแก้สินบนเต็มไปทั้งแผ่นกระจก เช่นเดียวกับที่เมืองภูเก็ต  เดี๋ยวนี้รูปนั้นก็ยังอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์ ดูน่าพิศวง  พิเคาระห์ตามเรื่องประวัติ  เห็นว่าควรนับว่า พระครูวิสุทธิวงศาจารย์(แช่ม) วัดฉลองเป็นอัจฉริยบุรุษได้คนหนึ่งด้วยประการฉะนี้







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 13)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 13 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 13
29/11/2008 - 19:39

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 20:29 ] User

ตอนที่ ๑๓

"งี่หิน" รบ "ปูนเถ้ากง"  ที่ภูเก็ต

 

          เนื่องจากเรื่องนี้ เกี่ยวพันถึงประวัติความเป็นมาของ ศาลเจ้าต่องย่องสู จึงขอนำบทความในส่วนนี้ ไปลงไว้ในหมวดเปิดอ้ามทั่วไทย หากสมาชิกท่านใดสนใจสามารถที่จะติดตามในส่วนนี้ได้ต่อที่ http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/6/0020-1.html ซึ่งในโอกาสถัดไป จะได้นำมาลงให้ได้อ่านกันครับ







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 14)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 14 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 14
29/11/2008 - 20:29

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : เด็กฉ้ายตึ๋ง - 29/11/2008 - 21:09 ] User

ตอนที่ ๑๔

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

 

๑. http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3685649/K3685649.html

๒. http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rattanakosin225&month=20-03-2007&group=2&gblog=28

๓. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=phukettinlay&group=11

๔. สารานุกรมวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดภูเก็ต

๕. ไชยยุทธ ปิ่นประดับ : ชาวจีนและคนไทยเชื้อสายจีนในภูเก็ต

๖. ฯลฯ

 

 

จบบริบูรณ์




 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 15)
ผู้โพส : เด็กฉ้ายตึ๋ง สถานะ : สมาชิก

Reply Number 15 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 15
29/11/2008 - 21:09

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : da0_sanqing - 29/11/2008 - 02:09 ] User

เป็นอดีตให้คนนั้นกล่าวขาน  

เป็นตำนานให้คนนั้นเล่าถึง

เป็นความหลังให้คนหวนคำนึง

ให้คิดถึงอดีตที่ผ่านไป

ต่อแต่นี้จะไม่มีอีกแล้ว

ถูกผิดแคล้วแพ้ชนะเป็นไฉน

เสียงหัวเราะเสียงร้องไห้เคลื่อนคลาไคล

เหลือเพียงไว้ความทรงจำบนผืนทราย







 
  Member หัวข้อ : 0052-1 (No. 16)
ผู้โพส : da0_sanqing สถานะ : สมาชิก

Reply Number 16 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 16
29/11/2008 - 02:09

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 0052-1 | ตอบ : 16 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


WYSIWYG form OTHER form     phuketvegetarian.com  
  แสดงความคิดเห็น อั้งยี่  
      Cut Copy Paste Bold Italic Underline Left Justify Centre Justify Right Justify Unordered List Outdent Indent Add Hyperlink
PHP infoBoard v.5 PERFECT

 
Thailand Hotels | Phuket Hotels | Bangkok Hotels
2005 - 2006 Phuket Vegetarian Festival, Phuket Thailand
Contact : Tel:+ 66 1 569 9076
Power by Phuketport.com Team