PHP infoBoard v.5 PERFECT
phuketvegetarian.com
 
ประเพณีการตายของชาวจีนฮกเกี้ยนภูเก็ต

[ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:02 ] User

ประเพณีการตายของชาวจีนในจังหวัดภูเก็ต

ชาวจีนให้ความสำคัญกับประเพณีการตายโดยเฉพาะพิธีศพของบุพการี ผู้เป็นบุตรหลานจะต้องจัดอย่างดีที่สุดเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา มีความละเอียดซับซ้อนสะท้อนภูมิปัญญาเก่าแก่ เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ตายและส่งผู้ตายไปยังภพภูมิที่ดี และบุตรหลานที่ยังมีชีวิตอยู่มีความเจริญรุ่งเรือง รักใคร่สามัคคีกัน เมื่อชาวจีนอพยพไปอยู่ที่ใดก็นำเอาขนบธรรมเนียมประเพณีของชนชาติตนไปปฏิบัติ แม้ว่าชาวจีนที่เดินทางเข้าสู่ภูเก็ตส่วนใหญ่เป็นฮกเกี้ยน การจัดพิธีศพเป็นไปตามแบบของชาวจีนฮกเกี้ยน แต่ก็มีขั้นตอนพิธีกรรมคล้ายคลึงกันกับชาวจีนภาษาอื่นๆ ต่างกันแต่รายละเอียดปลีกย่อย


การแต่งตัวให้ศพ

ชาวจีนนิยมจัดพิธีศพที่บ้านของผู้ตาย ลูกหลานจะอาบน้ำแต่งตัวและตั้งศพไว้ในบ้าน 1 คืน การแต่งตัวศพ ผู้ชายนิยมใส่ชุดท่อนบน(เสื้อ) 4 ตัว ชุดท่อนล่างเป็นกางเกง 2 ตัว รวมกันเป็น 6 ชิ้น ผู้หญิงนิยมใส่ชุดท่อนบน 4 ตัว ชุดท่อนล่างเป็นกางเกง 2 ตัว ชิ้นนอกสุดเป็นผ้าถุงหรือเป็นชุดกระโปรงแบบจีน รวมเป็น 7 ชิ้น (ผู้ชายเป็นคู่ผู้หญิงเป็นคี่) ชิ้นนอกสุดนิยมเป็นสีม่วงเข้ม

การสวมเสื้อ 4 ตัวนั้น คนจีนสมัยก่อนจะนิยมเย็บเสื้อของตัวเองเตรียมไว้สำหรับสวมในวันตาย โดยชั้นในสุดมักเป็นชุดขาว ชั้นนอกเป็นการแต่งกายให้ผู้ตายดูดีมีเกียรติที่สุด การสวมเสื้อผ้าให้ผู้ตายนั้นมีพิธีที่เรียกว่าโถ้ซ้า套衣โดยลูกชายคนโตต้องไปยืนบนเก้าอี้เตี้ยๆ ที่หน้าประตูบ้าน สวมหมวกสานไม้ไผ่ บนหมวกปักดอกกุหลาบแดง ตะเกียบ 12 คู่(เสียบบนหมวก) ยืนกางแขนหน้าบ้านถือเชือก(เพื่อเวลาถอดจะได้ดึงเชือกออกมาพร้อมกัน)ให้คนทำพิธีสวมเสื้อให้ทีละชิ้น เสร็จแล้วถอดเสื้อทั้งหมดออกพร้อมกัน จากนั้นลูกชายเดินออกมาแล้วขว้างหมวกขึ้นไปบนหลังคา แล้วจึงนำเสื้อไปสวมให้แก่ผู้ตาย “คนเป็นสวมกระดุมไว้ข้างหน้า คนตายสวมกระดุมไว้ข้างหลัง” หมายถึงการสวมเสื้อให้ผู้ตายจะสวมเอาด้านหลังของเสื้อมาไว้ด้านหน้า นอกจากเสื้อผ้าแล้วยังสามารถสวมหมวก รองเท้า ถุงมือให้ผู้ตายอย่างเต็มยศ และต้องวางมุก 1 เม็ดไว้ที่หน้าผากของผู้ตาย มุกเปรียบเหมือนแสงสว่างติดไว้ที่หน้าผากเพื่อนำทางหรือเปิดทางให้ผู้ตายเดินทางไปสู่ปรโลก (ชาวกวางตุ้งนิยมนำหยกใส่ลงไปในปากของผู้ตาย)


การนำศพใส่โลง

ชาวจีนในอดีตมักซื้อโลงศพของตัวเองเตรียมไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ถือเป็นการต่ออายุ โลงศพของชาวจีนเรียกว่าโลงหัวหมู ขนาดกว้างความยาวต้องตกตัวเลขมงคลตามสายวัดของจีน

การนำโลงศพเข้าบ้านต้องมีญาติคนหนึ่งไปรับมา ขณะที่ลูกหลานจะคอยอยู่ในบ้านในชุดหมั่วส้า麻衣 หรือเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้ากระสอบ นำกระดาษเงินกระดาษทองคนละชุด ประกอบด้วยกระดาษทอง 4 แผ่น กระดาษเงิน 3 แผ่น ธูป 3 ดอก ไปขอเจ้าที่เพื่อรับโลงเข้าบ้าน ลูกชายคนโตจะนำข้าวสารใส่ห่อผ้าสีแดงมีไม้ฟืนเล็กๆ 4 ชิ้นผูกติดกัน มีนัยว่าให้ข้าวสารนี้กลับคืนมาสู่ลูกหลานได้มีกินตลอดไป นำไปตั้งบนฝาโลงแล้วบอกแก่ผู้ตายว่าข้าวสารห่อนี้ตั้งไว้ให้ลูกหลานเจริญ จากนั้นคนทำพิธีจะบอกแก่เจ้าที่เจ้าทางขอนำโลงเข้าบ้าน ขอให้ตั้งโลงให้ตรง ให้ลูกหลานทุกคนเจริญ เมื่อยกโลงเข้ามาตั้งในบ้านจะตั้งให้อยู่ตรงกลางระหว่างธรณีประตูหรือประตูใหญ่ของบ้าน ระหว่างนั้นลูกหลานต้องบอกผู้ตายว่า “บ้านใหญ่(หมายถึงโลงศพ)มาแล้ว” เมื่อตั้งโลงเรียบร้อยแล้วผู้ทำพิธีจะสวดมนต์เป็นสิริมงคล จากนั้นลูกชายหรือหลานชายคนโตของผู้ตายจะต้องไปไหว้เจ้าปุ่นก๊ง灶君公หลังบ้าน เพื่อขอขี้เถ้านำไปให้ผู้ทำพิธีใส่ลงในโลงและยังไปขอบ้านใกล้เคียงโดยการถือถาดไปคุกเข้าลงที่หน้าบ้าน เมื่อเจ้าของบ้านเห็นเข้าก็จะเดินไปนำผงขี้ธูปของเจ้าปุ่นก้งของบ้านตัวเองมาใส่ลงในถาด แต่จะทำพอเป็นพิธีเพียงเล็กน้อย บ้านผู้ตายเองจะต้องเตรียมไว้มากหน่อย มีบทสวดเนื้อหาว่าขี้เถ้านี้ใส่ลงไปให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรือง และยังสามารถดูดกลิ่นได้ด้วย จากนั้นจึงนำกระดาษเงินใส่ลงไป รองพื้นให้ทั่วโลง ตามด้วยกระดาษทอง มีความหมายว่าให้ผู้ตายได้นอนทับเงินทับทอง และนำเงินทองเหล่านี้ไปใช้ในปรโลก แล้วผู้ทำพิธีจะโรยใบชาลงไป การโรยใบชานอกจากหมายถึงทรัพย์สมบัติเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมจนมีมากมายแล้ว คุณสมบัติของใบชายังช่วยซับของเหลวที่ออกมาจากศพและดูดซับกลิ่นได้ดีอีกด้วย จากนั้นจึงใส่ข้อจี๋库钱หรือเงินเหรียญให้ผู้ตายได้นำไปใช้ ข้อจี๋นี้จะให้ลูกหลานแต่ละคนทำสัญลักษณ์วงกลมหรือกากบาทก่อนแล้วจึงใส่ลงในโลง ปูด้วยจิ้นหลองซึ่งเป็นผ้าขาวกับผ้าแดง แล้วลูกชายคนโตนำหมอนมาวาง หมอนของผู้ตายจะมีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมูปลายแหลม ในหมอนใส่กระดาษเงินและกระดาษทองให้ผู้ตายได้นอนหนุน นำศพลงนอนในโลง อัดข้างด้วยกระดาษเงินกระดาษทองให้แน่น อย่าให้ศพเคลื่อนได้ การนำศพใส่โลงจะทำในเวลาน้ำขึ้นหรือช่วงบ่ายของวัน บ้างตีความว่าเพื่อเป็นมงคลกับลูกหลานจะได้ทำมาค้าขึ้น เมื่อนำศพวางลงในโลงแล้วจึงใส่คุ้ยก่าข่อ开脚裤หรือกางเกงตัวเล็กสีขาว ข้างในใส่กระดาษเงินและกระดาษทองข้างละ 7 แผ่น เพื่อให้ผู้ตายไว้ใช้มอบให้กับนายสะพานเป็นค่าผ่านทางระหว่างเดินทางไปสู่ปรโลก ไปเคารพเต่จงอ๋องผ่อสัก地藏王菩 ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ดูแลปรโลก จากนั้นนำผ้าห่มสีขาวและสีแดงมาคลุม มีความกว้างด้านบนและล่างไม่เท่ากัน นอกจากสิ่งของเหล่านี้แล้ว อาจมีห่อผ้าหรือของใช้ส่วนตัวของผู้ตายใส่ลงไปในโลงด้วยเพื่อให้ผู้ตายได้ติดตัวไว้ใช้ แล้วจึงปิดฝาโลง ยาแนวรอยต่อให้เรียบร้อย ตอกตะปูโดยมีลูกชายคนโตร่วมตอกด้วย ระหว่างตอกตะปูแต่ละตัว คนทำพิธีจะท่องบทสวด ลูกหลานต้องขานรับว่า“โห้” จนครบ 4 มุม เป็นการนำศพใส่โลงเสร็จเรียบร้อย

แต่ละขั้นตอน ผู้ทำพิธีจะมีคำกล่าวและบทสวดซึ่งความหมายส่วนใหญ่เป็นการบอกกล่าวแก่ผู้ตายว่ากำลังทำอะไร และขอให้สิ่งที่ทำนี้ส่งผลให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรือง ทำมาค้าขายร่ำรวย อายุยืน มีความรักสามัคคีกัน นอกจากนี้ระหว่างทำพิธีตั้งแต่นำศพเข้าบ้าน ต้องนำผ้ามาคลุมหน้าพระ ทั้งพระพุทธและพระจีน ต้องนำแป้งละลายน้ำมาทากระจกส่องหน้าไว้เพื่อไม่ให้ลูกหลานส่องกระจกแต่งตัวหรือเสริมสวยระหว่างพิธีศพซึ่งต้องอยู่ในความทุกข์โศก รวมทั้งจะไม่กวาดขยะในบ้านระหว่างพิธีศพ เพราะถือว่าผู้ใหญ่(ผู้ตาย)นอนอยู่ ไม่สมควรกวาดขยะซึ่งเป็นของต่ำ นอกจากนี้ หากผู้ตายมีภรรยาหรือสามีและยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว สามีหรือภรรยาของผู้ตายจะต้องทำพิธีสาบานว่าจะไม่นอกใจผู้ตายอีกด้วย



การตั้งศพไหว้

หลังจากนำศพใส่โลงแล้ว ซึ่งปัจจุบันมักมีการตกแต่งโลงศพและรูปผู้ตายด้วยดอกไม้สดให้สวยงาม แต่ในอดีตไม่มีการตกแต่งเช่นนั้น มีเพียงการติดผ้าขาวเนื้อดิบไว้เหนือประตูหน้าบ้าน หากเป็นผ้าชายเดียวผูกปมด้านล่างหมายถึงคนที่ตายในบ้านนี้มีคนเดียว(ภรรยาหรือสามีของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่) แต่ถ้าผ้าขาวดิบนั้นฉีกตรงกลางกลายเป็นผ้าสองชายแล้วผูกปมทั้งสองข้าง แสดงว่าทั้งสามีและภรรยาตายแล้วทั้ง 2 คน นอกจากนั้นอาจมีการตกแต่งด้วยผ้าฉ้าย(ป้ายผ้าเขียนคำกลอน)ไว้อาลัยแด่ผู้ตายด้วย การบวกอายุให้แก่ผู้ตายเชื่อว่าเป็นการต่ออายุให้ในชาติภพหน้า โดยมีหลักว่าถ้าอายุตายลงท้ายด้วยเลข 6 บวกเพิ่ม 3 ลงท้ายด้วย 7 บวกเพิ่ม 4 ลงท้ายด้วย 8 บวกเพิ่ม 5 ลงท้ายด้วย 9 บวกเพิ่ม 6 โดยคนโบราณจะสามารถท่องเป็นกลอนได้เลย ไม่ได้เกี่ยวกับสถานะของผู้ตายแต่อย่างใด เล่ากันว่าชาวจีนแคะจะเป็นผู้ชำนาญในเรื่องนี้มาก

ชาวจีนนิยมตั้งศพไหว้เป็นจำนวนวันเลขคี่ 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วัน หากเกิน 7 วันจะต้องดูวันฝังให้เหมาะกับธาตุของผู้ตาย ไม่ให้ตกวันธาตุไฟและธาตุน้ำ การตั้งศพไหว้ปัจจุบันมีการสวดพระอภิธรรมศพตามพิธีทางพุทธศาสนาด้วย เพื่อให้ญาติได้มาเคารพศพและอำลาผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ลูกหลานจะต้องตั้งอาหารไหว้ศพทุกมื้อที่ปลายโลง ประกอบด้วยโบ้ยข่าเป้ง คือข้าวสวย 1 ถ้วย ไข่เค็ม 1 ฟอง (ถ้าผู้ตายเจ็บหนักจะเปลี่ยนเป็นไข่เป็ดต้มธรรมดาจะไม่ไหว้ไข่เค็ม ในสมัยโบราณหากผู้ตายเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยและเมื่อมีผู้ที่ไม่รู้ถามหาผู้ตาย ญาติอาจจะตอบไปได้ว่า ผู้ตายไปขายไข่เค็มแล้วผู้นั้นก็จะรู้ทันทีว่าเสียชีวิตไปแล้ว) ฉ้ายซิ้ม菜心หรือผักกว้างตุ้งทั้งต้นและรากลวกน้ำใส่ถ้วย ตะเกียบ 1 คู่ และตะเกียงไว้ส่องทางเพื่อเป็นคติเตือนใจให้เห็นสัจธรรมให้ปลงอนิจจังว่า เมื่อตายแล้วแม้แต่ข้าวหนึ่งถ้วยไข่ต้มหนึ่งฟองหรือผักสักต้นหนึ่งก็ยังกินไม่ได้ การจุดธูปไหว้ศพนั้นมีหลายวิธีปฏิบัติ บ้างจุด 1 ดอก(ไหว้ผู้ตายซึ่งมีเพียง 1 คน) บ้างว่าถ้าภรรยาหรือสามีของผู้ตายเสียชีวิตแล้วให้จุดธูปไหว้ 2 ดอก บ้างว่า ตามประเพณีของชาวจีนฮกเกี้ยนนั้นจะจุดธูปไหว้ผู้ตาย 2 ดอกทุกกรณี และยกไหว้ 4 ครั้ง เมื่อไหว้เสร็จแล้วจึงเผากระดาษเงินและกระดาษทองให้ผู้ตายได้นำไปใช้ในปรโลก(คนจีนฮกเกี้ยนแผ่นดินใหญ่ ไหว้ธูป 4 ดอก กราบหงายมือ 4 ครั้งทุกกรณีแม้แต่การไปเช็งเม้ง)



พิธีไหว้ศพวันฝัง

ระหว่างการตั้งศพไหว้อาจจะมีการตั้งโต๊ะไหว้กับข้าวในวันที่ 3 วันที่ 5 หรือวันที่ 7 เรียกว่าห้าวปึ่ง คือข้าวของลูกชาย โดยจะให้คนทำพิธีเป็นผู้อัญเชิญดวงวิญญาณมากินอาหาร ส่วนในวันปลงศพหรือวันฝังศพจะมีการตั้งของไหว้หลังโลงด้วยเส่งเล้ คือหมู ไก่ ปู และเส้นหมี่เล็กน้อย ข้าวสวย 3 ถ้วย ข้าวเหนียวกวน(บี้โก้)米粿4 ถ้วย ถั่วเหลืองกวน(เต่าโจ้) 3 ถ้วย ตามลำดับ (ของไหว้มี 12 ถ้วย หมายถึงการบอกให้รู้ว่าเป็นการไหว้ครั้งสุดท้ายก่อนเชิญออกไปฝัง) มีตะเกียบ 7 คู่ การไหว้ดวงวิญญาณเร่ร่อนจะไหว้ที่ลานหน้าบ้านโดยจะไหว้ง่ายๆ ขออย่าให้รบกวนผู้ตาย หลังจากนั้นจึงตั้งโต๊ะทำพิธีไหว้หน้าบ้านเพื่อนำศพออกจากบ้าน โดยของไหว้ต่างๆ มีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และผลไม้ จำนวนขึ้นอยู่กับอายุของผู้ตาย ถ้าผู้ตายโสดจะเตรียมของไหว้ 11 ชนิด ถ้าเป็นคนมีอายุ มีครอบครัวแล้ว โจ้ก๋ง โจ้ม่าหมายถึงมีหลานแล้ว จะเตรียมของไหว้ 32 ชนิด ถ้าโจ้จ้อคือมีเหลนจะเตรียม 72 ชนิด(ตามกำลังทรัพย์) ชาวฮกเกี้ยนยังนิยมไหว้ด้วยกล้วยน้ำว้าเขียวๆ และสับปะรด เนื่องจากกล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยชนิดเดียวที่สุกทีละลูก สับปะรดมีหลายตาเวลาสุกจะเปิดทีละตา หมายถึงให้ลูกหลานทำมาหากินร่ำรวยทุกวัน มีสมบัติไว้กินไว้ใช้ทุกวัน นอกจากนี้อาจมีการนำหมูย่างมาไหว้ศพ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่นำหมูย่างมาไหว้จะต้องเป็นลูกเขยหรือหลานเขย หรืออาจเป็นญาติมิตรที่ใกล้ชิดกัน ทั้งยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกฐานะได้อีกด้วย

การไหว้ศพจะเรียงลำดับตั้งแต่ลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้ หลานใน หลานนอก ลูกบุญธรรมหรือลูกยก น้องผู้ตาย จากนั้นจึงเป็นหลานๆ ที่เรียกผู้ตายว่าแป๊ะ 大伯 (พี่ชายของพ่อ) เจ็ก (น้องชายของพ่อ)***่ (พี่ชายหรือน้องชายของแม่) ก๊อ(พี่สาวหรือน้องสาวของพ่อ) หรืออี๋阿姨 (พี่สาวหรือน้องสาวของแม่) อึ้ม阿姆 (พี่สะใภ้ของพ่อ) จิ้ม (น้องสะใภ้ของพ่อ) กิ่ม 阿妗(พี่หรือน้องสะใภ้ของแม่) หลานๆ ที่เรียกผู้ตายว่าแป๊ะก๋ง伯公(ลุงของพ่อ) เจ็กก๋ง叔公 (อาผู้ชายของพ่อ)***่ก๋ง舅公(ลุงหรือน้าผู้ชายของแม่) ก่อโป๋姑婆(ป้าหรืออาผู้หญิงของพ่อ) หรืออี๋โป๋姨婆(ป้าหรือน้าสาวของแม่) อึ้มโป๋姆婆(ป้าสะใภ้ของพ่อ) จิ้มโป๋婶婆(อาสะใภ้ของพ่อ) กิ่มโป๋ 妗婆 (ป้าหรือน้าสะใภ้ของแม่) ชินเก่ถาว亲家头หรือพ่อแม่ของลูกเขยลูกสะใภ้ ลูกเขย หลานเขย เหลน ญาติและญาติ***งๆ ชินหลาง亲人หรือผู้ที่ใช้แซ่เดียวกันหรือนามสกุลเดียวกัน ทุกคนทยอยเข้ามาจุดธูปไหว้ผู้ตายและเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ผู้ตายตามลำดับ จากนั้นลูกหลานทั้งหมดเคารพศพอีกครั้งก่อนยกศพออกจากบ้านและเคลื่อนขบวนไปยังหลุมฝัง

นอกจากการแต่งกายที่ทำให้เห็นความแตกต่างของญาติแต่ละลำดับชั้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลูกและหลานของผู้ตายจะต้องถือไว้คือห้าวทึ่ง 孝橦 (ไม้ไล่) หรือไม้ไผ่นำมาพันกระดาษแก้วแทนคบเพลิงนำทางให้ผู้ตาย โดยลูกชายลูกสาวลูกสะใภ้จะถือห้าวปึ่งสีขาว หลานในถือสีขาวและน้ำเงิน หลานนอกถือสีน้ำเงิน



ขบวนแห่ศพ

หลังจากทำพิธีไหว้เรียบร้อยแล้วจะเป็นการแห่ศพไปยังหลุมฝัง การแห่จะต้องใช้คนจำนวน 32 คน ช่วยกันหามไม้คานแบกโลงด้านหน้า 16 ด้านหลัง 16 แต่ก็อาจมีมากกว่านั้นเพื่อสลับเปลี่ยนกัน จำนวนคนที่มาช่วยหามโลงบ่งบอกถึงบารมีและคุณความดีของผู้ตายตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ คนมากแสดงว่าผู้ตายอาจช่วยเหลือคนไว้มากหรือมีบริวารมาก หากไม่มีคนมาช่วยหามโลงศพหรือมีน้อยก็อาจแสดงความหมายในทางตรงข้ามได้เช่นกัน คนจีนจึงมีคำกล่าวถึงคนที่ประพฤติตัวไม่ดีว่า“ตายไปไม่มีคนหามโลง”

ในขบวนแห่ศพ สำหรับผู้ตายที่มีฐานะ อาจตกแต่งโลงด้วยก่วนต่าหรือเครื่องประดับที่มีลักษณะเป็นชั้นๆ ชั้นบนสุดจะเป็นหงส์สำหรับผู้ตายที่เป็นผู้หญิง และสิงโตสำหรับผู้ตายที่เป็นผู้ชาย ขบวนแห่จะเดินเท้านำศพไปยังสุสาน ในขบวน ลูกชายคนโตหรือหลานชายคนโตจะเป็นผู้ถือรูปของผู้ตาย ลูกๆ โปรยกระดาษเงินกระดาษทองเป็นใบเบิกทางให้ผู้ตายเดินทางได้สะดวก เมื่อข้ามสะพานหรือทางแยก ลูกหลานต้องร้องบอกผู้ตายว่าจะข้ามสะพานหรือข้ามทางแยกแล้ว


การเตรียมหลุมศพ

หลุมศพต้องเตรียมให้พร้อมก่อนวันฝัง ชาวจีนให้ความสำคัญกับการเลือกที่ตั้งของหลุมศพหรือฮวงจุ้ย风水มาก เพราะเชื่อว่าถ้าเลือกที่ตั้งไม่ดีจะส่งผลให้ลูกหลานทำมาค้าขายไม่เจริญ ที่ตั้งของหลุมศพต้องเป็นที่โล่ง ด้านหน้าเป็นน้ำ ด้านหลังเป็นภูเขา และต้องดูทิศทางลมไม่ให้ขวางทางลม ไม่ขวางทางน้ำ แล้วจึงขุดหลุมลงตามขนาดลำตัวของผู้ตาย ต้องให้ความกว้างความยาวของหลุมตกตัวเลขมงคลตามสายวัดของจีน และตกแต่งสุสานตามฐานะ สิ่งที่ทุกหลุมศพต้องมีคือป้ายชื่อผู้ตายหรือบ่องป๋าย墓碑และมีรูปปั้นเจ้าที่หรือถ้อตีก๋ง土地公ตั้งอยู่ด้านขวาของหลุมศพ(เมื่อหันหน้าเข้าหาหลุม) บางหลุมจะทำเป็นหลุมคู่เพื่อฝังศพสามีและภรรยาไว้คู่กัน ผู้มีฐานะดีอาจตกแต่งสุสานให้สวยงามสมฐานะ เช่นตกแต่งด้วยปูนปั้นรูปมังกรและหงส์ไว้คู่กัน ด้านหน้าอาจทำสระน้ำเล็กๆ ไว้เพื่อให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ย คือให้สระน้ำเป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติไว้อย่าให้ไหลออกไปที่อื่น รวมทั้งยังตกแต่งสุสานด้วยปูนปั้นรูปเทวดา นางฟ้า กิเลน หรืออาจปั้นอาบังแขกยามไว้เฝ้าสุสานอีกด้วย



พิธีฝังศพ

เริ่มต้นด้วยการไหว้เจ้าที่ แล้วจึงทำพิธีนำศพลงหลุม โดยคนทำพิธีจะเดินสวดมนต์รอบหลุมศพ ลูกหลานเดินตาม ลูกชายคนโตถือตงฮวน橦幡 หรือธงนำวิญญาณเดินนำหน้า หลานชายคนโตถือภาพผู้ตาย จากนั้นลูกหลานช่วยกันนำดินใส่ในหลุมและกลบให้เรียบร้อย แล้วจึงทำพิธีเจิมภาพถ่ายของผู้ตายเพื่อนำกลับไปเซ่นไหว้ ในการฝังศพต้องทำการหว่านเมล็ดธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวเปลือกและงา พร้อมกับตะปูและเงิน เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ สุดท้ายนำรูปของผู้ตายรวมทั้งกระถางธูปกลับบ้านเพื่อกราบไหว้ต่อไป


การนำวิญญาณกลับบ้านครั้งสุดท้าย

หลังจากทำพิธีฝังเรียบร้อย จะจัดขบวนเชิญวิญญาณกลับบ้านที่ตั้งศพ โดยลูกหลานจะนำกระดาษฟางขยำและม้วนเป็นแท่งเหมือนไส้ตะเกียง จุดแทนธูปอัญเชิญรูปที่เจิมแล้วขึ้นตั้งบนศาลาวิญญาณที่ทำด้วยกระดาษ魂亭 มีผู้แบกหามที่เป็นญาติสกุลเดียวกันแต่งดำทั้งชุดพาดผ้าขาวเนียน 4 คน ส่วนลูกหลานจะหามเกี้ยวใหญ่轿โดยภายในจะมีหุ่นทำจากกระดาษแต่งตัวแบบจีนโบราณที่เจิมตาแล้วจากผู้ทำพิธี师公 และหากมีบุตรเขยก็จะต้องมีศาลาพักร้อน夜台ที่บุตรเขยทำมาให้เขยละ 1 ศาลา โดยจะต้องจ้างวนิพกหรือผู้ที่มางานศพช่วยหามศาลาละ 2 คนเดินนำหน้า ศาลาวิญญาณที่มีรูปผู้ตายและกระถางธูปเดินเป็นอันดับรอง และสุดท้ายคือเกี้ยวใหญ่ โดยมีลูกหลานถือกระดาษฟางจุดแทนธูปเดินตามหลังขบวนหน้าสุดจะเป็นขบวนญาติสกุลเดียวกันเดินตีโล่ 2 คน ผู้ตีโล่จะตีเป็นระยะโดยขบวนก่อนไปฝังจะตีโล่ระยะละ 5 ครั้ง ขากลับจะตีระยะละ 3 ครั้ง รองลงมาเป็นโคมไฟที่แขวนหน้างานศพผู้ถือ 2 คนบนโคมไฟจะเขียนชื่อแซ่ผู้ตาย อายุ การเดินกลับบ้านนี้จะต้องเดินทางเดียวกับตอนนำศพไปฝัง กล่าวคือไปทางไหนต้องกลับทางนั้น(ปัจจุบันส่วนมาเป็นถนนเดินทางเดียวจึงยากที่จะทำแบบเก่าได้) ส่วนทางบ้านเมื่อศพเคลื่อนออกจากบ้านสู่สุสาน ผู้ที่ช่วยงานทางบ้านจะกวาดล้างบริเวณบ้านให้เรียบร้อย บริเวณที่ตั้งโลงศพจะนำกะละมังใส่น้ำจนเต็ม ด้านบนนำไม้พาด 2 ด้าน นำถาดข้าวใส่ข้าวสารมาตั้ง บนข้าวสารปักเทียน 12 เล่มเป็นวงกลม ขนมอังกู่ 12 ลูก ตรงกลางเป็นขนมถ้วยฟู 1 ลูก อังเปา 1 ซอง เหรียบทองแดง 120 อันมัดเป็นพวงวางไว้ ผู้ที่จะมาจุดเทียนนี้จะต้องเป็นผู้หญิงที่ฐานะดีแต่งงานแล้วมีสามีและลูกทั้งลุกชายลูกสาวที่ทุกคนยังอยู่พร้อมหน้า เรียกว่าครบบริบูรณ์ เมื่อจุดเทียนแล้วจะหยิบซองอังเปาหมายถึงเป็นสิริมงคลแด่ผู้จุดเทียน การจุดเทียนดังกล่าวเรียกว่า疊棺位หมายถึงสิ่งอัปมงคลออกไปแล้วสิ่งสิริมงคลมาแทนที่ เมื่อจุดเทียนไปเสียครึ่งเล่มจะดับเทียนยกของทั้งหมดเข้าไปในครัว ข้าวสารจะเทใส่ลงในถังข้าวสารเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่กินอุดมสมบูรณ์ ส่วนกะละมังน้ำจะไปตั้งไว้หน้าบ้านเพื่อที่จะให้ผุ้ที่ไปฝังศพก่อนเข้าบ้านได้ล้างมือ ผู้ที่ช่วยงานจะนำบ้านที่ทำจากกระดาษโดยเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วมาตั้งไว้กลางบ้าน(บ้านอุดมธัญญาหาร饭亭 บ้านหลังใหญ่เล็กแล้วแต่ฐานะ ถ้าผู้มีฐานะบ้านจะมีสอง ช่วง ด้านหน้ามีตุ๊กตาชายหญิงคอยรับใช้) ด้านหน้าตั้งโต๊ะบูชามีอาหาร 7 ถ้วย ผลไม้ตามฤดูกาลที่ขาดไม่ได้คือเผือกใส่หมูต้ม 1 ถ้วย ด้านหลังบ้านกระดาษนี้จะตั้งเก้าอี้มีพนักพิง 1 ตัว โต๊ะตัวเล็กๆ 1 ตัว บนโต๊ะวางตะเกียงซึ่งนำเอาถ้วยข้าวเติมน้ำมันติดไฟ โบราณไส้ตะเกียงจะทำจากหญ้าปล้อง(โดยแทงเอาใส้ของต้นหญ้ามาตากแห้งแล้วจุดแทนไส้ตะเกียง) นอกจากนั้นบนโต๊ะจะมีข้าว 1 ถ้วย ผักกวางตุ้งต้มทั้งราก 1 ต้น ที่เก้าอี้จะนำเสื้อของผู้ตายที่ยังไม่ได้สวมใส่มาพาดบริเวณพนักพิง และกางเกงหรือผ้าถุงพาดที่นั่งชายห้อยลงพื้น เมื่อขบวนกลับมาถึงบ้าน ต้องจุดธูปที่โต๊ะบูชาเชิญเกี้ยวใหญ่เข้าบ้าน ยกหุ่นกระดาษจากเกี้ยวตั้งที่เก้าอี้ที่เตรียมไว้ ส่วนรูปที่ศาลาจะนำไปสู่ในบ้านที่เตรียมไว้เช่นกัน ที่บ้านกระดาษจะเขียนอักษรจีนคล้ายโฉนดที่ดินและบ้านโดยมีชื่อผู้ตายติดไว้ที่ฝาบ้านกระดาษ ส่วนศาลาที่หามมาจากสุสานก็จะตั้งเรียงไว้ด้านข้าง เจ้าพิธีจะเชิญดวงวิญญาณเข้าที่ และเดินไปทำพิธีข้างบ้านคือบ้านที่อยู่ติดกันเนื่องจากช่วงงานศพได้ไปขอใช้พื้นที่ส่วนหน้าบ้านในการจัดเลี้ยงในช่วงงานศพ โดยเจ้าพิธีจะเดินสวดไปทุกบ้านและมีผู้เดินตามหลังนำเทียนแดงผูกด้ายสีแดงตั้งไว้ที่ข้างประตูบ้านทุกบ้าน เมื่อตกดึกเจ้าของบ้านจะจุดเทียนนั้นปักที่ข้างประตูบ้าน เรียกว่าเป็นการเรียกสิริมงคลกลับมา

ส่วนบ้านกระดาษที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบูชาจะผูกด้วยผ้าสีน้ำเงินปักลวดลายไว้ทุกข์สีขาว บ้านกระดาษนี้จะตั้งไว้ 7 วัน ทุกวันตอนเช้าไม่เลยเที่ยงเจ้าพิธีจะต้องมาทำพิธีไหว้วิญญาณผู้ตายโดยจะมีอาหารคาวหวานผลไม้พร้อมจะไหว้วันละ 1 ครั้ง ลูกลานยังคงต้องสวมใส่เสื้อที่เหมือนกับตอนไปฝังศพทุกประการ เสียงร้องของลูกลานเช่นลูกสาวและลูกสะใภ้จะต้องดังที่สุด โบราณพูดว่า ลูกสาวร้องจนขาดใจ ลูกสะใภ้ร้องเป็นประเพณี 孝女哭断肠、媳妇哭礼数。เมื่อครบเจ็ดวัน ตอนค่ำจะมีการทำพิธีกงเต็กโดยเจ้าพิธีและคณะปี่กลองทำพิธีข้ามสะพานเซ่นไหว้ เมื่อแล้วเสร็จจะพากันนำของทั้งหมดเดินไปยังลานกว้างหรือศาลาวัดโดยจัดขบวนเดินไปเหมือนตอนเดินกลับมาจากสุสานทุกประการ แต่โคมไฟด้านหน้านั้นจะต้องจุดเทียนไว้ภายในให้เกิดแสงสว่างเพื่อเป็นการนำทาง เมื่อถึงลานกว้างก็จะนำมารวมกันเผา และลูกสะใภ้คนโตจะถอดเสื้อกระสอบโยนใส่กองไฟ 1 ตัว แล้วทุกคนจะถอดเสื้อกระสอบเก็บกลับบ้านเหลือแต่เสื้อผ้าดิบสีขาวและกางเกงหรือผ้าถุงสีดำกลับบ้าน การเดินกลับบ้านจะไม่กลับทางเดิม ต้องไปทางใหม่ ส่วนทางบ้านจะมีผู้ช่วยงานปัดกวาดบ้านและนำกะละมังน้ำที่มีข้าวสาร เทียนแบบเดิมมาตั้งตั้งและทำแบบเดิมอีกครั้ง อีกวันจะเป็นพิธีสงฆ์ถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี



การแต่งกายและการไว้ทุกข์

ลูกหลานผู้ตายจะต้องแต่งกายไว้ทุกข์ตั้งแต่เริ่มแต่งตัวศพเป็นต้นไป ญาติแต่ละลำดับจะแต่งแตกต่างกัน เช่น ลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้ หลาน รวมทั้งน้องที่เป็นสายเลือดใกล้ชิดสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดิบ ลูกเขยหลานเขยสวมชุดสีดำ ญาติทางฝั่งแม่หรือญาติพี่น้องที่***งออกไปสวมผ้าเนื้อขาวเนียน เป็นต้น ในอดีต ระหว่างการไว้ทุกข์ ญาติผู้ตายจะไม่แต่งตัวแต่งหน้าให้สวยงาม ไม่หวีผม ไม่ตัดผม ไม่เสริมสวย ไม่ใส่เครื่องประดับทอง เพราะต้องอยู่ในทุกข์ คืออยู่ในความโศกเศร้า การแต่งตัวสวยใส่ทองหยองถือเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ตาย

ระยะเวลาในการไว้ทุกข์ แต่ก่อนชาวจีนจะไว้ทุกข์ให้แก่บุพการีที่เสียชีวิตโดยใส่เสื้อผ้าเนื้อดิบนานถึง 1 ปี หลังจากนั้นจึง “ผลัดผ้าขาวเนียน” หมายถึงเปลี่ยนมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวดำธรรมดาประมาณ 1 เดือน จากนั้นจึง “ผลัดเขียว” คือเปลี่ยนมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียว น้ำเงิน หรือฟ้าอีกประมาณ 1 เดือน แล้วจึงออกทุกข์แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทั่วไปได้ แต่ปัจจุบันการไว้ทุกข์ถูกย่นย่อระยะเวลาให้สั้นลงเหลือเพียง 100 วัน หรือ 1 เดือนเท่านั้น.

ข้อมูลและภาพจาก

http://www.facebook.com/phuketinmemorial

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว  (http://www.thaihuamuseum.com/)







 
  Member ผู้โพส : fanyfan
สถานะ : สมาชิก

Reply : [ fanyfan ] แทรกข้อความ ในกรอบแรก
25/12/2010 - 03:02

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:03 ] User

ธงฮวน (ภาพนี่ของไต้หวัน)







 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 1)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 1 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 1
25/12/2010 - 03:03

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:05 ] User
ผ้าฉายงานของพระพิทักชินประชา(เยอะมากๆๆ)





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 2)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 2 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 2
25/12/2010 - 03:05

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:06 ] User
ขบวนแห่





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 3)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 3 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 3
25/12/2010 - 03:06

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:07 ] User

สุสาน(บ่อง)







 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 4)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 4 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 4
25/12/2010 - 03:07

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:08 ] User
***





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 5)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 5 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 5
25/12/2010 - 03:08

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:09 ] User
ขบวนแห่





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 6)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 6 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 6
25/12/2010 - 03:09

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:09 ] User
***





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 7)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 7 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 7
25/12/2010 - 03:09

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:10 ] User
กำลังจะเอาลงหลุม





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 8)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 8 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 8
25/12/2010 - 03:10

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:11 ] User
สมัยหลังเริ่มเปลี่ยนจากคนมาใช้รถแทน





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 9)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 9 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 9
25/12/2010 - 03:11

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 25/12/2010 - 03:15 ] User
โคมวิญานมี2แบบ อันนี่แบบแรกแบบที่ 2 หาไม่ได้ - -*(ภาพนี่ของสิงคโปร์)





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 10)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 10 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 10
25/12/2010 - 03:15

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 26/12/2010 - 07:26 ] User
魂亭(บ้านวิญญาน)





 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 11)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 11 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 11
26/12/2010 - 07:26

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 26/12/2010 - 07:35 ] User

อันนี่ที่มะละกาคล้ายกลับที่ภูเก็ตมาก







 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 12)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 12 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 12
26/12/2010 - 07:35

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 26/12/2010 - 07:37 ] User
ของเซ่นไหว้ผู้ตาย


 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 13)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 13 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 13
26/12/2010 - 07:37

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 26/12/2010 - 07:39 ] User

รถแห่ศพ(สิงคโปร์)







 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 14)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 14 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 14
26/12/2010 - 07:39

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : asdfgh - 7/01/2011 - 01:31 ] User
อยากทราบว่าที่เขาเอาต้นตะไคร้มาปักใส่กาละมัง มีความหมายอย่างไรบ้างครับ


 
  No Image หัวข้อ : 0139-1 (No. 15)
ผู้โพส : asdfgh สถานะ : สมาชิก

Reply Number 15 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 15
7/01/2011 - 01:31

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

  [ สมาชิก : fanyfan - 16/01/2011 - 09:59 ] User
ตระไคร้...เป็นตัวแทนของผู้ตายคับ เชื่อกันว่า ดวงวิญญาณจะสถิตอยู่ในนั้น เพื่อมารับรู้ความกตัญญู กตเวทิตา ของลูกหลาน



 
  Member หัวข้อ : 0139-1 (No. 16)
ผู้โพส : fanyfan สถานะ : สมาชิก

Reply Number 16 แทรกข้อความ ในกรอบที่ 16
16/01/2011 - 09:59

Add?  Name Card  Bad Report  Delete
 

หัวข้อ : 0139-1 | ตอบ : 16 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


WYSIWYG form OTHER form     phuketvegetarian.com  
  แสดงความคิดเห็น ประเพณีการตายของชาวจีนฮกเกี้ยนภูเก็ต  
      Cut Copy Paste Bold Italic Underline Left Justify Centre Justify Right Justify Unordered List Outdent Indent Add Hyperlink
PHP infoBoard v.5 PERFECT

 
Thailand Hotels | Phuket Hotels | Bangkok Hotels
2005 - 2006 Phuket Vegetarian Festival, Phuket Thailand
Contact : Tel:+ 66 1 569 9076
Power by Phuketport.com Team