ถือศีลกินผัก วัฒนธรรมบริสุทธิ์
VEGETARIAN FESTIVAL
VIRGIN CULTURE
ผมเป็นลูกหลานชาวภูเก็ต...ก็อยากจะทำอะไรเพื่อภูเก็ตบ้าง
นี่เป็นข้อความจากที่ผู้เขียนได้คุยกับลูกหลานชาวภูเก็ตคนหนึ่ง
ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเขากำลังจัดทำเว็บไซต์เกี่ยวกับ
ประเพณีถือศีลกินผัก และไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มที่คลุกคลีอยู่กับอินเตอร์เน็ตเป็นวัยรุ่นยุคใหม่แต่ยังให้ความใส่ใจกับประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของบ้านเกิดของตนเอง
และนี่ก็เป็นวิธีทางหนึ่งที่เขาจะช่วยอนุรักษ์เผยแพร่ประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามนั้นไว้
ถ้าพูดถึงประเพณีถือศีลกินผักคงจะต้องนึกถึงจังหวัดภูเก็ตอย่างแน่นอน
เพราะเป็นประเพณีที่ได้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งหลอมรวมเอาความเชื่อ
แรงศรัทธา การร่วมแรงร่วมใจของคนในท้องถิ่นในการทำกิจกรรมร่วมกัน...
กาลเวลาเปลี่ยนไปหลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงตามกันไปด้วย
ประเพณีและวัฒนธรรมก็เช่นเดียวกันย่อมเปลี่ยนผ่านจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
การเล่าขานบอกกล่าวปฏิบัติให้เป็นเป็นวิธีการถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้และนำมาปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน
ประเพณีที่ยุ่งยากซับซ้อนคนทั่วไปเข้าไม่ถึง ยากต่อการปฏิบัติก็จะค่อยๆ
ลบเลือนหรือหายไปในที่สุด จะคงเหลือไว้ในบางส่วนหรือเหลือไว้เฉพาะประเพณีที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันได้
ประเพณีถือศีลกินผักก็เช่นเดียวกันมีการปรับเปลี่ยนปรับปรุงเพื่อตอบรับกับความเจริญทางด้านต่างๆ
ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว
ผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่าน อาจจะต้องนั่งกุมขมับกับรูปแบบประเพณีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน
ทั้งการแต่งกาย รูปแบบอาหาร รวมถึงการจุดประทัด บางครั้งทำให้ผู้ที่มาพบเห็นอาจจะไม่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประเพณีที่ดีงาม
แต่นั่นก็อาจเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของประเพณีวัฒนธรรมก็เป็นได้
แล้วใครล่ะ..ที่จะมีข้อมูลและให้คำตอบที่เป็นต้นฉบับ
ก็คงจะต้องเป็นสภาวัฒนธรรมจังหวัด การสาวใยประเพณีถือศีลกินผักก็เริ่มขึ้น
การร่วมวงสนทนากับ อาจารย์ไชยยุทธ ปิ่นประดับ และอาจารย์บัญญัติ
จริยะเลอพงษ์ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านประเพณี วัฒนธรรมจะเรียกปราชญ์ชาวบ้านก็ว่าได้
จึงได้ทราบว่าประเพณีถือศีลกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) ของจังหวัดภูเก็ตนั่นเริ่มครั้งแรกที่อำเภอกะทู้ในปี
พ.ศ.2368 พระยาถลาง (เจิม) ได้ย้ายเมืองถลางมาตั้งที่บ้านเก็ตโฮ่ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ดีบุก
แต่บริเวณดังกล่าวเป็นป่าทึบมีไข้ป่าชุกชุม เมื่อคณะงิ้ว
(ปั่วฮี่) จากเมืองจีนมาเปิดการแสดงและเกิดล้มเจ็บลง
คณะงิ้วจึงได้ประกอบพิธีกินผักเพื่อบวงสรวงเทพเจ้า กิ้วอ๋อง
ไต่เต่ และ ยกอ๋องส่งเต่ หลังจากนั้นโรคภัยเข้าเจ็บได้หมดไป
ชาวกะทู้เกิดศรัทธาจึงประกอบพิธีกินผักขึ้น โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น
1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 รวม 9 วัน 9 คืน เพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเองและบ้านเมือง
ต่อมามีผู้รับอาสาไปอัญเชิญคัมภีร์ต่างๆ ที่ใช้ในพิธีกินผักที่มณฑลกังใสประเทศจีน
และได้เดินทางกลับมาถึงในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจึงจัดขบวนไปรับที่บ้านบางเหนียวอันเป็นกำเนิดของพิธีรับพระ
ซึ่งในปีนี้ประเพณีกินผักจะเริ่มขึ้นในวันที่ 22 ถึง 29
ตุลาคม ( พ.ศ. 2549 )
การถือศีลกินผักก็เป็นการดูแลรักษาตนเองให้อยู่ในศีลธรรมทั้งทางกายและทางใจ
การงดรับประทานเนื้อสัตว์และไขมันต่างๆ ก็เป็นการชำระสารตกค้างในร่างกาย
การแต่งชุดชาวเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นกำลังถือศีลจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ตนเองไม่เขวไปในสิ่งยั่วยุ
อีกทั้งผู้อื่นก็ได้ทราบด้วยว่าผู้นั้นกำลังปฏิบัติธรรมถือศีลกินผัก
ไม่ควรจะชักนำไปในที่อโคจรหรือทางที่ไม่เหมาะสม ในปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตได้กลายเป็นเมืองนานาชาติ
เมืองแห่งการท่องเที่ยว มีผู้คนมากมาย หลากหลายภาษา หลายวัฒนธรรม
ประเพณีอันดีงามอย่างเช่น ประเพณีถือศีลกินผักก็ถูกหยิบยกให้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ความพอดีและความลงตัวของการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมอยู่ตรงไหน
อันจะเห็นได้จากการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนประเพณีถือศีลกินผักในรูปแบบต่างๆ
เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่เปลี่ยนแปลงไป ป้ายโฆษณา
หรือแม้กระทั่งรูปแบบอาหารที่ปรับเปลี่ยนตามกระแส ผู้เขียนมีเรื่องเล่าที่แสดงถึงรูปแบบอาหารในพิธีถือศีลกินผักคือ
มีคนกลุ่มหนึ่งได้นำขนมที่ทำมาจากแป้งเป็นผล ลูกท้อและรูปปลา
วางบนโต๊ะบูชาหน้ายกอ๋องส่งเต่ (พระอิศวร) ครั้นวันรุ่งขึ้นเทพเจ้าส่ามไถ้จือประทับทรงตรวจตราตามหน้าที่เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ท่านเข้าไปหยิบขนมที่ทำเป็นรูปปลาออกส่วนขนมลูกท้อนั้นยังคงไว้เช่นเดิม
จะเห็นได้ว่าขนมที่ทำเป้นรูปปลาถึงแม้จะทำจากแป้งก็ตามก็ไม่สามารถนำมาใช้ในประเพณีกินผักได้
เพราะผู้ร่วมประเพณีกินผักต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดทั้งกายและใจ
หากจะวิเคราะห์กันไปแล้ว การสืบสานประเพณีต่างๆ นั้น ควรจะต้องเข้าใจถึงหลักการเหตุผลที่มาที่ไป
การปฏิบัติที่นำมาเฉพาะรูปแบบ โดยไม่เข้าถึงเนื้อหาสาระที่แท้จริง
อาจจะไม่เข้าถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรม การที่เราเห็นม้าทรงมีการเสียบหรือแทงตามร่างกาย
เหตุผลหนึ่ง ม้าทรงเหล่านั้นกำลังรับเคราะห์แทนพวกเราโดยการทรมานตนเอง
เพื่อมิให้เคราะห์กรรมต่างๆ ต้องตกมายังลูกหลาน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ซึ่งในอดีตการนำเอาอาวุธหรือเหล็กมาเสียบแทงตามร่างกายจะเป็นเพียงเหล็กอันเล็กๆ
เท่านั้นเอง
พิธีกรรม คือการแสดงออกถึงความเชื่อเหล่านี้ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตาย
มีพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต พิธีกรรมฤดูกาล หรือวันสำคัญของศาสนา
ประเพณีที่ได้กำหนดและได้กระทำสืบต่อกันมา
พิธีกรรมเหล่านี้นอกจากจะให้ความหมายเกี่ยวกับชีวิตแล้ว
ยังเป็นการกระชับความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ประเพณี เกิดขึ้นได้จากความเชื่อในสิ่งที่มีอำนาจเหนือมนุษย์
ฉะนั้น ประเพณี คือ ความประพฤติของคนส่วนรวมที่ถือกันมาเป็นธรรมเนียมและสืบต่อกันมา
จึงทำให้ประเพณีเดิมคงอยู่ต่อไปได้โดยคนในสังคมผู้เป็นเจ้าของประเพณี
แต่ถ้าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความเป็นไปของประวัติศาสตร์
ประเพณีถือศีลกินผักเป็นการเฉลี่ยสุขของคนรวยกับคนจน เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีของคนในสังคม
การจะอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมใด จะต้องศึกษาให้เข้าถึงเนื้อแท้สาระของประเพณีนั้น
เพราะวัฒนธรรมที่บริสุทธิ์ (virgin culture) คือเครื่องบ่งชี้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาตินั่นเอง
เรื่องโดย ...นายมอร์แกน |