 |
 |
 |
 |
| วันที่ 28 ก.ย.51 -
07 ต.ค.5 |
| |
| กันยายน
2551 |
|
อา
|
จ
|
อ
|
พ
|
พฤ
|
ศ
|
ส
|
|
|
1 |
2 |
3 |
4 |
5 |
6 |
| 7 |
8 |
9 |
10 |
11 |
12 |
13 |
| 14 |
15 |
16 |
17 |
18 |
19 |
20 |
| 21 |
22 |
23 |
24 |
25 |
26 |
27 |
| 28 |
29 |
30 |
|
|
|
|
| ตุลาคม
2551 |
|
อา
|
จ
|
อ
|
พ
|
พฤ
|
ศ
|
ส
|
|
|
|
|
1 |
2 |
3 |
4 |
| 5 |
6 |
7 |
8 |
9 |
10 |
11 |
| 12 |
13 |
14 |
15 |
16 |
17 |
18 |
| 19 |
20 |
21 |
22 |
23 |
24 |
25 |
| 26 |
27 |
28 |
29 |
30 |
31 |
|
|
|
 |
 |
|
ั"เหลือบประเพณี"
แฝงมาในคราบ "ผู้สนับสนุน"
(อันดามันโพสต์ ๑๑-๒๐ กันยายน ๒๕๔๓) |
| |
ไม่คิดมาก่อนว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ตในช่วงประเพณีกินผัก
ซึ่งกินเวลานานเก้าวันเก้าคืน ในแต่ละปี จะกลายเป็นความทุกข์ทรมานไปได้
ทั้งที่หนังสือแนะนำจังหวัดภูเก็ต เขียนไว้อย่างน่ารื่นรมย์ว่า
"ราวเดือนตุลาคมของทุกปี สีสันของภูเก็ตจะย้ายจากท้องทะเลสีคราม
มาสู่ตัวเมืองที่เป็นย่านตลาดและตึกเก่า" ทว่าทุกเช้า
เวลาเดินออกไปหาอะไรกิน อย่างโรตีจิ้มแกงที่ร้านบังหมีดใกล้
ๆ แยกแถวน้ำ หรือขนมจีนกับปลาหมกปิ้งที่ร้านขวัญ บนถนนทุ่งคา
(ซึ่งเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของคนในตัวเมืองภูเก็ต ตามที่คู่มือท่องเที่ยวแนะนำ)
ฉันได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินหนีขบวนแห่พระรอบเมือง ของแต่ละศาลเจ้า
เพราะภาพของเหล็กแหลมและวัสดุพิศดารอื่น ๆ ที่เสียบแทงเนื้อหนังของผู้ที่เป็นม้าทรง
กลิ่นคาวเลือดที่ปนมากับควันธูปฉุน ๆ และเสียงอึกทึกครึกโครมของประทัด
ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบาย และเสียขวัญ
งานแห่พระที่ศาลเจ้ากะทู้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ ฉันตามพวกนักข่าวช่อง
๑๑ ไปทำข่าวพิธีแห่พระที่นั่น แดดร้อนเปรี้ยง ฉันตกอยู่ท่ามกลางม้าทรงและปะทัดนับพัน
ๆ ดอก ในขบวนแห่พระไปตามถนนของอ.กะทู้ ภายในอ๊าม (ศาลเจ้า)
อากาศแสนอบอ้าว แต่พิธีกรรมตอนที่ม้าทรงเตรียมปลดเหล็กแหลมออกจากร่างกาย
และขณะทำพิธีให้เจ้าออกจากร่าง ยังคงดำเนินต่อไป คนแล้วคนเล่า
ฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
แต่ถ้าไม่มาภูเก็ตช่วงนี้ ฉันอาจไม่ได้เห็นใบหน้า และตัวตนของคนภูเก็ตได้ชัดเจนอย่างนี้
และมันก็เป็นความเพลิดเพลินไปอีกแบบสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างฉัน
ที่ได้ตื่นมาพบกับความคึกคักยามเช้าตรู่ของท้องถนนในเมือง
ผู้คนนำโต๊ะบูชามาตั้งไว้หน้าบ้าน ปูด้วยผ้าฉาย (ผ้าคลุมโต๊ะไหว้เจ้า)
ที่ปักลวดลายเป็นรูปแปดเซียน ผลไม้มงคล ถ้วยน้ำชา และเตาเผาไม้หอมถูกลำเลียงมาวาง
เพื่อรอรับขบวนแห่พระ ซึ่งจะเดินจากอ๊ามไปตามถนนที่เข้าสู่ตัวเมือง
จนมาถึงสระน้ำที่สะพานหิน เพื่อรำลึกถึงการอัญเชิญกระถางธูป
และขี้ธูปจากเมืองจีนมาขึ้นท่าที่นี่ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีเจียะฉ่าย
(กินผัก) ของภูเก็ตในอดีต
ทั้งเมืองมีแต่คนสวมชุดขาว ตกดึกร้านอาหารเจที่เรียงรายอยู่รอบ
ๆ ศาลเจ้าพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่าย บ้างก็เตร็ดเตร่
รอชมการแสดงอภินิหารของเทพในร่างของม้าทรง ในพิธีลุยไฟ ปีนบันไดมีด
เดินสะพานตะปูหรืออาบน้ำมันร้อน
หลัง ๆ มานี้หลายคนพูดถึงประเพณีกินผักภูเก็ต ไปในทางที่ไม่ค่อยดีนัก
โดยเฉพาะเรื่องการแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง ที่พิศดาร น่าหวาดเสียว
และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่น่าเชื่อถือ-ศรัทธา ทั้งที่เมื่อก่อนนี้
ศาลเจ้าใหญ่ ๆ เช่น กะทู้หรือจุ้ยตุ่ยมีม้าทรงเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น
เมื่อเทพมาลงทรงแล้ว ก็รักษาคนเจ็บไข้ ไม่มีการแสดงอภินิหาร
คนเก่าคนแก่ในภูเก็ตฟันธงว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา
ความสนใจของฉันที่มีต่อประเพณีกินผัก ซึ่งเชื่อกันว่าจัดขึ้นที่ภูเก็ตเป็นครั้งแรกของภาคใต้
ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนอันละเอียดซับซ้อน และชวนตีความของ
"งานบุญ" ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเนิ่นนาน สำหรับฉัน
ปรากฏการณ์แปลกปลอมที่เกิดขึ้นกับมันในระยะหลัง ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่า
ปี ๒๕๔๓ สาธารณสุขจังหวัดออกแถลงการณ์แสดง "ความห่วงใยถึงพิธีกรรมบางอย่าง
ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ปฏิบัติ" โดยขอให้ศาลเจ้า
และม้าทรงปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้-- ม้าทรงต้องไม่เป็นโรคติดต่อ
เช่น เอดส์ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ หากไม่แน่ใจว่าตนติดเชื้อดังกล่าวหรือไม่
ก็ควรงดเว้นการเป็นม้าทรง, ไม่ใช้อาวุธ/วัตถุโลดโผนในพิธีกรรม
เช่น เสาโทรทัศน์ ใบพัดเรือ ลวดหนาม และเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเอดส์
วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ ม้าทรงทุกคนไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น
ไม่ใช้เหล็กแหลมของมีคมแทงทะลุผ่านร่วมกันหลาย ๆ คน ไม่ส่งน้ำชา
หรือของกินที่เปื้อนเลือด ให้ประชาชนที่ชมอยู่ดื่มกิน
ปรากฏการณ์แปลก ๆ ของประเพณีกินผักยุค ๒๐๐๐ ไม่ได้มีเพียงเท่านี้
ระหว่างนั่งคุยกับบุญรัตน์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสดและช่อง
๕ ที่บ้านของเขาซึ่งดัดแปลงเป็นสตูดิโอขนาดย่อม สำหรับตัดต่อภาพข่าว
โทรทัศน์ช่อง ๕ ก็รายงานข่าวภาคเที่ยงเรื่อง แก๊งวัยรุ่นออกปล้นในช่วงเทศกาลกินเจ
บุญรัตน์หยุดคุยแล้วตั้งใจดู หันมาบอกว่าเขาเป็นคนส่งข่าวนี้ไปเอง
"แก๊งวัยรุ่นสวมรอยแต่งชุดขาว เป็นผู้ร่วมถือศีลกินผักออกโจรกรรม
จี้ชิงทรัพย์ ลักรถจักรยานยนต์ ตำรวจจับได้ทั้งแก๊งเมื่อวานนี้"
บุญรัตน์สรุปให้ฟังสั้น ๆ แล้วบ่นว่าม้าทรงในงานกินผักภูเก็ตยุคนี้
ส่วนมากเป็น "ม้าทรงตัวปลอม มีแต่พวกเด็กวัยรุ่นที่ซ่า
อยากโชว์ คิดว่าการมีแผลเป็นที่หน้าก็เหมือนมีรอยสักนั่นเอง"
โจรในชุดขาวกับม้าทรงตัวปลอม อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของ "เหลือบประเพณี"
ที่อันดามันโพสต์ใช้เรียกผู้ที่หาประโยชน์ในทางมิชอบ จากประเพณีกินผัก
ซึ่งคนภูเก็ตเลื่อมใสศรัทธา ปฏิบัติสืบต่อกันมา ๑๐๙ ปีแล้ว
แต่เหลือบประเพณีในงานกินผักปีนี้ ไม่ได้มีแต่โจรชุดขาวกับม้าทรงตัวปลอมเท่านั้น
ใกล้ ๆ วงเวียนหอนาฬิกา มีป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่เขียนไว้ว่า
"จังหวัดภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เทศบาลเมืองภูเก็ต
ขอเชิญร่วมงานผัดหมี่จานใหญ่ที่สุดในโลก...สนับสนุนโดย โค้ก,
ภูเขาทอง, ไวตามิลค์, (น้ำมันพืช) องุ่น และ ไวไว"
ใกล้กันนั้น ป้ายผ้าอีกผืนหนึ่งขึงอยู่ข้างตึกสูง "งานผัดหมี่ร้อยกะทะ
ตะหลิว...พร้อม, กะทะ...พร้อม, คนผัด...พร้อม คนชิมไม่พร้อมไม่ได้แล้ว"
งานนี้ หยั่น หว่อ หยุ่น , น้ำมันทิพ, น้ำดื่มตราสิงห์และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า
เป็นผู้สนับสนุน
ป้ายโฆษณาที่ติดประชันกันอยู่นี้ บ่งบอกถึงความไม่ปรกติบางอย่าง
ในงานกินผักภูเก็ต และนอกจากจะทำให้คิดถึงคำถาม ของกรรมการศาลเจ้าคนหนึ่งที่ว่า
"คนกลุ่มนี้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลืองานประเพณีกินผักภูเก็ตด้วยบริสุทธ์ใจ
หรือว่าหวังใช้ประเพณีของจังหวัดภูเก็ต เป็นแหล่งหากินกันแน่"
แล้ว ยังทำให้เห็นภาพตามที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งเขียนไว้ว่า
"ปีนี้ชาวภูเก็ตคงได้เห็นโฆษณาประชันกัน อย่างเอิกเกริก
ชนิดแบรนด์ชนแบรนด์" อีกด้วย "ปีที่แล้วไม่แข่งกันจัดงาน
หรือหาสปอนเซอร์กันดุเดือดขนาดนี้ เพราะมีบริษัทวิชั่นโซนดำเนินการแต่ผู้เดียว"
นักข่าวภูเก็ตอธิบาย "ปีนี้มีบริษัทภูเก็ตครีเอชั่น
มาแย่งผู้สนับสนุนหลักรายเดิมไปวิชั่นโซนก็เลยสู้โดยการดึงสินค้าที่เป็นคู่แข่งมาเป็นผู้สนับสนุนชนกัน...คุณเอาไวไว
ผมเอามาม่า คุณเอาน้ำมันพืชทิพ ผมเอาน้ำมันองุ่น คุณจัดผัดหมี่จานใหญ่ที่สุดในโลก
ผมจัดผัดหมี่ร้อยกะทะ "
แต่สิ่งที่คนภูเก็ตไม่พอใจมากที่สุดก็คือ การที่บริษัทภูเก็ตครีเอชั่น
ต้องการจดลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นเจ้าของข้อมูล และเป็นผู้ควบคุมการจัดกิจกรรมต่าง
ๆ ในประเพณีกินผัก คนภูเก็ต และสื่อมวลชนจึงประท้วงใหญ่
เพราะเห็นว่าประเพณีนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ชาวภูเก็ตเป็นเจ้าของร่วมกัน
ส่วนกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในงานกินผักแต่ละป ีเกิดขึ้นจากการตกลงร่วมกันระหว่างกรรมการศาลเจ้าแต่ละแห่ง
ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับบริษัทเจ้าของสินค้าที่ให้การสนับสนุน
ที่อ๊ามเต่งก้องต๋อง (ศาลเจ้าแสงธรรม) บนถ.พังงาซึ่งฉันชอบหลบมานั่งพักอยู่เสมอในช่วงท้าย
ๆ ของวัน ฉันชวนคุณป้าคนหนึ่งคุยเรื่องนี้ แกตอบยาวเหยียด
"พวกเอกชนแย่งกันเข้ามาควบคุม -จดลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของประเพณีกินผัก
เพราะรู้ว่าเรากินผักกันทั้งเมือง ถ้าใครได้เข้ามาคุม ก็ย่อมมีช่องทางทำกำไร
เหมือนกับผูกสัมปทานเหมืองแร่นั่นละ จ่ายเงินให้เจ้าเมืองแล้วก็ขุดแร่หาผลประโยชน์
...ประเพณีของเราเกิดมาก่อนบริษัทพวกนี้เสียอีก เราทำกันมาได้โดยไม่ต้องมีใครมาสนับสนุน
หรือโฆษณาให้หรอก ถ้าผู้ว่าฯ ปล่อยให้มีการจดลิขสิทธิ์งานกินผักจริง
คนภูเก็ตจะต่อต้านกันเป็นแทนทาลั่มรอบสอง หรืออาจจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ
"
ฉันแลกเปลี่ยนกับคุณป้าด้วยเรื่องราวที่เจ้าถิ่นคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
บริษัทจัดหาสปอนเซอร์รายหนึ่ง เคยติดต่อรายการสารคดีทางโทรทัศน์
มาถ่ายทำประเพณีกินผัก โดยทีมงานเสนอว่า ในพิธีปีนบันไดมีดนั้น
เมื่อองค์พระในร่างของม้าทรงขึ้นไปถึงขั้นบนสุดแล้ว ให้ม้าทรงเหาะลงมาตามลวดสลิงค์แทนที่จะปีนบันไดลงมาเฉย
ๆ เพราะดูน่าตื่นเต้น/มีอภินิหารกว่า "นี่เป็นการจาบจ้วงเทพเจ้า"
คุณป้าพูดเสียงดัง "ประเพณีของเราไม่ใช่การเล่นกล เราปฏิบัติตามที่องค์เทพเห็นว่าสมควรเท่านั้น"
คุณป้าลุกไปไม่นานหลังจากนั้น แต่ฉันยังนั่งอยู่ต่อ
แม้ว่าเสียงอึกทึกครึกโครม และความน่ากลัวของม้าทรงจะทำให้ฉันอยู่ร่วมกับประเพณีกินผักภูเก็ตอย่างไม่เป็นสุขนัก
และไม่ค่อยอยากเข้าใกล้ศาลเจ้าสักเท่าไหร่ แต่ฉันกลับพาตัวเองมาที่อ๊ามแห่งนี้เกือบทุกเย็น
อาจเพราะเป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่นี่จึงสงบ อบอุ่น ผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน
มีเพียงเสียงระฆังที่ผู้มาเยือนเคาะสามครั้ง หลังหย่อนเงินลงกล่องบริจาคดังลอยมาเบา
ๆ เท่านั้น
ฉันรู้จักการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบชาวจีนที่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต
โดยมีผู้ดูแลศาลเจ้าเป็นพี่เลี้ยง เขาจัดแจงหาธูปกำใหญ่มาให้
จุดแรกไหว้เทวดา ตามด้วยเทพองค์ต่าง ๆ ภายในอ๊าม เช่น อ๋องซุนต่ายส่าย
ตันเสงอ๋อง กวนอู และเจ้าแม่กวนอิม รวมทั้งมึ่งสิน (ทวารบาล)
ขั้นตอนสุดท้าย คือ หย่อนกระดาษเงินกระดาษทองลงบนกองไฟ
ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นเหมือนที่พักใจของฉันระหว่างอยู่ลำพังในภูเก็ต
พักจากการเป็นคนแปลกหน้าในต่างถิ่น พักจากเรื่องลอบฆ่าแกนนำชาวบ้าน
พักจากเรื่อง "เหลือบประเพณี"
...โทรศัพท์มือถือแผดเสียงขึ้น ขณะที่ฉันกำลังเอ่ยขอบคุณผู้ดูแลศาลเจ้า
ซึ่งส่งถุงพลาสติกที่มีสับประรดภูเก็ต แอ๊ปเปิ้ลและส้มอย่างละหนึ่งมาให้
หลังจบบทสนทนาทางโทรศัพท์ ชายหนุ่มหันมาบอกแหม่มสาวที่มาไหว้เจ้าด้วยกัน
"มีแขกเข้ามาพักที่โรงแรมของผมเพิ่มอีกวันนี้"
"โชคดีจริง" แหม่มตอบกลับ
"เทพเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของผม บอกแล้วใช่ไหมว่ามาไหว้เจ้าที่นี่แล้วคุณจะโชคดี"
|
| |
| อ้างอิง จาก http://www.sarakadee.com/feature/2001/02/phuket2001.htm |
| |
|
|